Print

ม.พะเยา จับมือ สกว. หนุนคณะในสังกัดพัฒนาพื้นที่ด้วยวิชาการ

Blog webekm.com the ekm.

Download from BIGTheme.net free full premium templates

 มหาวิทยาลัยพะเยา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ผลักดันโครงการ “พัฒนาคณะเพื่อพัฒนาพื้นที่ด้วยวิชาการ” สนับสนุนคณะต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยริเริ่มและพัฒนางานวิจัยเชิงพื้นที่ (ABC) ตามศักยภาพของแต่ละคณะ ตอบโจทย์ปณิธาน ม.พะเยาเพื่อรับใช้สังคม นำร่องปีแรก 12 คณะ 12 เรื่องตามแนวคิดงานวิจัย 1 คณะ 1 โมเดล หวังสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน พร้อมเป็นที่พึ่งให้กับพื้นที่ได้อย่างแท้จริง 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยพะเยาดำเนินโครงการ 1 คณะ 1 โมเดล ภายใต้แนวคิดการนำความรู้ทางวิชาการของแต่ละคณะไปทำงานร่วมพัฒนาแต่ละชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นโครงการสำคัญต่อการพัฒนามหาวิทยาลัย ผลของโครงการส่งผลให้เกิดการพัฒนาศักยภาพคนและความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งในระยะยาวจะเกิดผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนทั้งในจังหวัดพะเยาและจังหวัดใกล้เคียง” 

ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบสร้างสรรค์ (ABCreative: Area-Based Creative) มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า “ที่ผ่านมาการสนับสนุนงานวิจัยให้แก่ ม.พะเยา มักเป็นไปในลักษณะงานวิจัยแบบรายโครงการที่รับทุนโดยนักวิจัยรายบุคคล โอกาสการสร้างผลกระทบจะค่อนข้างต่ำ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในวงกว้างและสามารถขับเคลื่อนไปได้ทั้งมหาวิทยาลัย จึงนำมาสู่ความร่วมมือกันระหว่าง ม.พะเยา และ สกว. โดยเริ่มจากการสร้างหน่วยบริหารจัดการงานวิจัยใน ม.พะเยา ขึ้นมา คือ ศูนย์เครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบสร้างสรรค์ หรือ ABCreative ภารกิจแรกคือ การวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่และของ ม.พะเยา เพื่อดูความพร้อมและความเหมาะสมก่อนลงพื้นที่ทำวิจัย ผ่านการสนับสนุนทุนวิจัยในโครงการ 1 คณะ 1 โมเดล ของ ม.พะเยาที่มีอยู่แล้ว ภายใต้ชื่อโครงการ ‘พัฒนาคณะเพื่อพัฒนาพื้นที่ด้วยวิชาการ’ ในลักษณะทุนวิจัยร่วมกัน เพื่อให้ทุกคณะได้มีส่วนในการทำวิจัยเชิงพื้นที่ และเกิดเป็นกลไกหรือเส้นทางการบริหารจัดการงานวิจัยของคณะนั้นๆ ต่อไป” 

“โครงการร่วมสนับสนุนทุนวิจัยระหว่าง ม.พะเยา และ สกว. ดังกล่าวมีระยะเวลา 1 ปี (ตามปีงบประมาณ 2557) โดยมีคณะ/วิทยาลัยทั้งสิ้นจำนวน 12 แห่งที่ได้รับทุนสนับสนุนวิจัยเชิงพื้นที่ ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยพลังงานและสิ่งแวดล้อม คณะพยาบาลศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละคณะจะทำการวิจัยในบริบทพื้นที่ที่แตกต่างกันไปในแต่ละแห่งของจังหวัดพะเยา จากผลการดำเนินการในช่วง 3 เดือนแรก ทำให้เห็นฐานความคิดของการพัฒนาโจทย์วิจัยว่ามาจากไหน มีพัฒนาการอย่างไร รวมทั้งเห็นรูปแบบการทำงานร่วมกันของกลุ่มต่างๆ แม้โจทย์วิจัยที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากในพื้นที่ทั้งหมด แต่ได้สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่แต่ละคณะได้ทำการศึกษานั้นมีประโยชน์กับพื้นที่จริงๆ นับเป็นการสร้างวัฒนธรรมการทำงานวิจัยที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา กล่าวเสริม 

โดยในงานประชุมวิชาการพะเยาวิจัย 2557 ณ ม.พะเยา เมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา (23 ม.ค. 57) ม.พะเยา และ สกว. ได้จัดให้มีการนำเสนอความก้าวหน้าผลงานของโครงการ 1 คณะ 1 โมเดล ภายใต้โครงการวิจัยพัฒนาคณะเพื่อพัฒนาพื้นที่ โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้แก่ Professor Dato' Dr.Saran Kaur Gill , Universiti Kebangsaan Malaysia’s Deputy Vice Chancellor (Industry and Community Partnerships), and Executive Director for AsiaEngage. ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล และ ศ.ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นต่อการขับเคลื่อนงานของ ม.พะเยา โดยสรุปความเห็นได้ว่า “โครงการ 1 คณะ 1 โมเดลนี้ทำให้เห็นความก้าวหน้าในของการทำงานของคณะต่างๆ ใน ม.พะเยา ทั้งด้านการมองบริบทพื้นที่ การพัฒนาโจทย์วิจัยจากปัญหาของคนในชุมชน การออกแบบการทำงานที่มีการเชื่อมโยงการทำงานของสาขาวิชาต่างๆ ในคณะเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาให้กับชุมชน นับเป็นประสบการณ์ก้าวแรกของคณาจารย์ นักศึกษาในการสัมผัสพื้นที่โดยตรง อาจจะเห็นว่าสิ่งที่ทำอาจไม่ใช่คำตอบของปัญหาในระยะต้น แต่เมื่อทำงานกับชุมชนต่อไปอาจารย์และนักศึกษาจะได้รับทักษะ ประสบการณ์ทำงานรับใช้ชุมชน และการจัดปรับงานวิจัยให้เข้ารูปที่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของคนในชุมชน อีกทั้งในมิติของการวิจัยจะมองเห็นโจทย์การทำงานวิชาการที่ลึกขึ้นจากการทำงานพื้นที่ได้ดีมากขึ้น” 

ทั้งนี้ ผลงานวิจัยเชิงพื้นที่ที่คณะต่างๆ ได้ริเริ่มทำในพื้นที่แต่ละแห่งของจังหวัดพะเยามีด้วยกันหลายเรื่องจากหลายคณะ อาทิ คณะวิทยาศาสตร์ ที่ทำวิจัยเรื่อง “วิทยาศาสตร์เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในตำบลจุน จังหวัดพะเยา” โดย ดร.สิทธิศักดิ์ ปิ่นมงคลกุล รองคณบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพ คณะวิทยาศาสตร์ ม.พะเยา กล่าวว่า “น้ำจุนโมเดล เป็นการศึกษาวิจัยในพื้นที่ อ.จุน จ.พะเยา ด้วยโจทย์วิจัยที่มาจากปัญหาทรัพยากรในพื้นที่ในเรื่องการแย่งน้ำเพื่อใช้ในการทำมาหากิน ปัญหาการไม่มีระบบเปิด-ปิดประตูน้ำที่ดี ไม่มีการคาดการณ์ถึงปริมาณน้ำว่าจะเพียงพอต่อการทำนาในอนาคต และขาดการมีส่วนร่วมต่างคนต่างตัดสินใจจนนำไปสู่ความขัดแย้ง เหล่านี้นับเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน งานวิจัยได้ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้าไปช่วยในการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการ ด้วยคำนึงถึงองค์ประกอบหลัก 2 ส่วน ได้แก่ เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเชิงปริมาณทำการศึกษาถึงปริมาณของน้ำที่มีอยู่ว่าเพียงพอหรือไม่ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์คำนวณ และเชิงคุณภาพทำการศึกษาผลกระทบต่อความเป็นอยู่ สุขภาวะ และการเพาะปลูกของคนในชุมชน ขณะนี้งานวิจัยดำเนินไปถึงขั้นหลังจากได้แผนที่การใช้น้ำใน อ.จุนแล้ว ทีมวิจัยได้ร่วมกับทาง อบต.จุน อยู่ระหว่างจัดตั้งคณะกรรมการแหล่งน้ำ โดยเน้นตัวแทนที่เป็นคนในชุมชนพื้นที่ที่น้ำไหลผ่าน ซึ่งในการดำเนินของคณะกรรมการชุดดังกล่าวจำต้องมีค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน ทีมวิจัยจึงมองถึงการต่อยอดงานวิจัยในอนาคตที่จะพัฒนาแหล่งน้ำใน อ.จุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดทุนหมุนเวียนใช้จ่าย และเพิ่มรายได้แก่ชุมชนอีกทางหนึ่งไปพร้อมกัน” 

ส่วนวิทยาลัยพลังงานและสิ่งแวดล้อม ม.พะเยา ทำวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการจัดงานวิชาการรับใช้สังคม โดยการเรียนรู้ผ่านการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบการใช้วัสดุเศษเหลือทาการเกษตรในชุมชนบ้านโซ้” โดย ดร.สุลักษณ์ สุมิตสวรรค์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ ม.พะเยา อธิบายว่า “ชีวมวลบ้านโซ้โมเดล เป็นการศึกษาวิจัยในพื้นที่ อ.เมือง จ.พะเยา ภายใต้แนวคิดที่ว่า ชุมชนเข้มแข็งด้วยระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหาร พลังงานธรรมชาติ วีถีชีวิตแห่งความสุข โดยโจทย์วิจัยเริ่มมาจากปัญหาหมอกควันที่เกิดจากการเผาตอซังข้าวโพด โดยจะเน้นการสร้างทางเลือกในการจัดการชีวมวลที่เหลือจากการทำการเกษตร วิธีการทำงานของคณะทำงานซึ่งประกอบด้วยทีมวิจัยและตัวแทนจากชุมชน ไม่ได้เป็นการไปบอกว่าเขาควรทำอะไร แต่จะให้ชาวบ้านสะท้อนว่าเขาอยากทำอะไร และที่ผ่านมาเคยทำอะไรบ้างแล้ว วิธีการใดบ้างสำเร็จและไม่สำเร็จ จากนั้นจึงนำวิธีที่ทำสำเร็จนั้นมาพัฒนาต่อยอดให้ดีและมีประสิทธิภาพต่อไป เช่น การทำถ่านอัดแท่งเพื่อจำหน่าย การนำซังข้าวโพดเพื่อหมักขาย แทนการเผาทิ้ง เป็นต้น ขณะนี้ความคืบหน้าของงานวิจัยอยู่ในขั้นรวมกลุ่มและปรึกษาหารือร่วมกับชาวบ้านเพื่อหาแนวทางที่ดี พร้อมวางตัวชี้วัดความสำเร็จของงานวิจัยไว้แล้วจากการวิเคราะห์จุด hot spot ว่าจะลดลงหรือไม่เพียงไร นอกจากนี้ ยังมีแผนต่อยอดงานวิจัยในเรื่องการพัฒนาแท่งอัดซังข้าวโพดชีวมวลที่มีคุณสมบัติให้ความร้อนเหมาะแก่การเป็นเชื้อเพลิงที่ดีต่อไปด้วย” 

ในส่วนของคณะพยาบาลศาสตร์ ม.พะเยา ทำวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนด้านการป้องกันโรคเบาหวานด้วยอาหารตามวิถีล้านนา ตำบลแม่ใส อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา” โดย ผศ.ดร.ชณิตา ประดิษฐ์สถาพร อาจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ ม.พะเยา เล่าว่า “งานวิจัยเป็นการศึกษาในพื้นที่ ต.แม่ใส อ.เมือง จ.พะเยา ด้วยโจทย์วิจัยที่มาจากปัญหาสุขภาพของคนในจังหวัดที่จำนวนของประชากรผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตจำนวนสูงมาก เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคของคนที่นี่ชอบรับประทานอาหารหวานและเครื่องเคียงที่มีส่วนเพิ่มความดันโลหิตสูงเป็นปริมาณมาก จากข้อมูลสาธารณสุขในพื้นที่พบว่า มีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันตั้งแต่อายุ 30 ปีด้วยซ้ำ ซึ่งจากการศึกษาถึงความกินดีอยู่ดีของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุยืนยาว พบว่าเหตุผลสำคัญ คือ การบริโภคอาหารที่มีประโยชน์และเสริมสร้างพร้อมช่วยลดอาการเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานและความดัน ทำให้ได้เมนูอาหารต้นตำรับที่เหมาะสมต่อการบริโภคของคนในพื้นที่ เมนูแนะนำ อาทิ ข้าวแคบ ข้าวก่ำหรือข้าวเหนียวดำแบบล้านนา ข้าวพอง(ไม่ใส่ไข่) แกงแค แกงไม่ใส่กะทิ ชุดผักน้ำพริกตาแดง เป็นต้น โดยปัจจุบันงานวิจัยดังกล่าวอยู่ในขั้นการตรวจสอบปริมาณคุณค่าสารอาหารต่างๆ พร้อมกันนี้ มีแผนต่อยอดที่จะพัฒนางานวิจัยในประเด็นจากการบริโภคอาหารที่คนในพื้นที่มักติดในรสชาติ ซึ่งส่วนประกอบเพิ่มรสชาติ เช่น ผงชูรส ผงปรุงรส กะปิ น้ำปา เกลือ ล้วนมีผลเสี่ยงต่อความดันเบาหวาน โดยจะพัฒนา ‘ผงนัว’ ที่ทำจากผักสมุนไพรเพื่อเป็นเครื่องปรุงรส พร้อมเตรียมทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะนำไปขายเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนอีกทางหนึ่ง” 

อีกหนึ่งคณะคือ คณะนิติศาสตร์ ทำวิจัยเรื่อง “การคุ้มครองสิทธิชาวไทลื้อในจังหวัดพะเยา” โดย อาจารย์วิทูรย์ ตลุดกำ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย คณะนิติศาสตร์ ม.พะเยา กล่าวว่า “ที่มาของโจทย์วิจัยเริ่มมาจากโครงการศึกษากฎหมายเชิงคลินิกของนักศึกษาที่ลงสำรวจในพื้นที่เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหาการถูกละเมิดสิทธิ ทำให้ได้รับข้อมูลของกลุ่มคนที่ถูกละเมิดสิทธิ และในส่วนของคนไทลื้อยังพบว่า มีหลายกลุ่มทั้งกลุ่มที่ได้รับสัญชาติไทยแล้วและยังไม่ได้รับ ถ้าเป็นเด็กจะมีปัญหาเรื่องกองทุนการศึกษา รวมทั้งในระดับปริญญาตรีจะเรียนสาขาเฉพาะทางไม่ได้ ขณะที่คนสูงอายุจะไม่ได้สิทธิเบี้ยยังชีพ เป็นต้น ปัญหาการไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยดังกล่าว ทำให้ทีมวิจัยเกิดความคิดว่าจะช่วยให้พวกเขาเหล่านั้นได้รับสถานะบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิบริการทางสาธารณสุข เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และสิทธิขั้นพื้นฐานอื่นๆ ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่า มีกลุ่มไทลื้อที่ยังไม่ได้รับสิทธิในพื้นที่พะเยามากกว่า 1,000 คน และเพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิชาวไทลื้ออย่างยั่งยืน ทีมวิจัยมีโครงการจะต่อยอดงานวิจัยในเรื่องการศึกษาปัจจัยที่เป็นตัวสร้างปัญหาหรือสาเหตุที่ทำให้คนไทลื้อในพื้นที่ไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมายต่อไป” 

จะเห็นได้ว่า งานวิจัยที่เกิดจากการสนับสนุนทุนวิจัยร่วมกันระหว่าง ม.พะเยา และ สกว. ในโครงการ 1 คณะ 1 โมเดล มีส่วนช่วยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ โดยใช้บริบทพื้นที่เป็นตัวตั้งสำคัญในการพัฒนาโจทย์วิจัย ก่อนจะใช้ความเป็นวิชาการของคณะ/วิทยาลัยต่างๆ ของ ม.พะเยา ในการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนา ทำให้งานวิจัยที่เกิดขึ้น ได้รับการนำประโยชน์ไปใช้ได้อย่างแท้จริง เนื่องจากมีส่วนร่วมของกลุ่มคนทุกภาคส่วน ทั้งจากภาควิชาการของมหาวิทยาลัย ชาวบ้านชุมขนในพื้นที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ โดยมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นผู้รับใช้สังคม สมดังเจตนารมณ์และปณิธานของ ม.พะเยา ในการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคม และเป็นต้นแบบ “พะเยาโมเดล” ที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ สามารถนำไปปรับใช้กับการพัฒนาวิจัยเชิงพื้นที่ในแต่ละมหาวิทยาลัยในแต่ละจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป  

--

ที่มา : สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1467 ประจำวันที่ 2013-12-28 ถึง 2014-01-03

  • newsletter
  • book
    • การเสวนา “ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยพลังจากพื้นที่ : ทิศทางในอนาคต”
    • การพัฒนาพื้นที่และการสร้างความสามารถในการจัดการตนเองของชุมชนและท้องถิ่นกับอนาคตของประเทศ โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
    • ยุทธศาสตร์การลดความเหลื่อมล้ำกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ : โดย นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์
  • tools