Print

เจ้าฟ้านักอนุรักษ์

Blog webekm.com the ekm.

Download from BIGTheme.net free full premium templates

          

        พระราชกรณียกิจพลิกฟื้นคืนป่าต้นน้าให้แก่ธรรมชาติเพื่อรักษาความสมบูรณ์และสมดุลของสภาพแวดล้อมประเทศไทย อีกหนึ่งพระมหากรุณาธิคุณของ "ทูลกระหม่อมแก้ว"ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย


          ตลอดระยะเวลาของการติดตาม เสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ไปทรงเยี่ยมราษฎรใน ทุกภาคของประเทศไทย ทำให้ สมเด็จพระเทพ- รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทอดพระเนตรสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรในบริบทต่างๆ จนกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการตามพระราชดำริส่วนพระองค์หลายๆ โครงการ
          ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ ถือเป็น อีกเรื่องหนึ่งที่ทรงให้ความสำคัญ เพราะ ป่า ถือเป็นแหล่งทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับ ทุกชีวิต เป็นบ้าน เป็นอาหาร เป็นเครื่องนุ่งห่ม เป็นยารักษาโรค ตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ของป่าก็เป็นเครื่องป้องกันภัยธรรมชาติชั้นดี ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม ดินถล่ม ตลอดจนความแห้งแล้ง หรือกระทั่งการเป็นลมหายใจของโลก
          จนอาจเรียกได้ว่า ป่า เป็นกลไกธรรมชาติที่มีความมหัศจรรย์ของโลกใบนี้อย่างแท้จริง


          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี ทรงมีพระราชดำรัสถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมในการบรรยายหลายๆ แห่ง หรือ ในพระราชนิพนธ์ส่วนพระองค์ หลายๆ เล่ม อาทิ
          "...สิ่งแวดล้อมเป็นคำที่มี ความหมาย กว้างมาก คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา ทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต มีความหมายทั้งในด้านที่เป็นรูปธรรม เช่น ดิน น้ำ อากาศ สัตว์ พืช และเป็นนามธรรม เช่น สภาพความสัมพันธ์ อันดี ความเป็นมิตร หรือเป็นสิ่งที่ไม่ดี ก็คือ การประหัตประหารกัน สิ่งแวดล้อม ทุกประเภท มีผลต่อการเกื้อกูลกัน..."
          (จากหนังสือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบรรยายเรื่องประสบการณ์การพัฒนาชนบทที่เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม)"
          "...ดิน หิน แร่ และสิ่งมีชีวิตทุกประเภท ทุกสิ่งที่กล่าวมาล้วนมีความเกี่ยวพันกัน สิ่งหนึ่งสิ่งใดขาดไปก็จะมีผลกระทบต่อ การดำรงอยู่ของชาติและประชาชน"
          (การประชุมทางวิชาการ "ทรัพยากรไทย : สรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว" ณ ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2548)
          "...ต้องพยายามอนุรักษ์สมดุลธรรมชาติด้วยการดูแลรักษา มิให้ทรัพยากรธรรมชาติหมดสิ้นไป..."
          (จากหนังสือ เสริมสร้างโภชนาการที่ดี : พื้นฐานของการพัฒนา 30 ปี พระราชกรณียกิจการพัฒนา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี)
          หรือ
          "...สิ่งแวดล้อมนี้สำคัญ ถ้าเราทำลาย สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดหรือแหล่ง ที่เราพบพืชพันธุ์ธรรมชาติเหล่านี้ ถ้าทำลายป่า ทำลายน้ำหมดไป แล้วเราจะเอาอะไรกินกัน..."(จากหนังสือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงบรรยายเรื่องประสบการณ์การพัฒนาชนบทที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม)
          จังหวัดน่าน จัดเป็นจังหวัดหนึ่งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20 ปี ทั้งในส่วนของโรงเรียนที่ดำเนินกิจกรรมการพัฒนาเด็กและเยาวชนตามพระราชดำริ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง และพื้นที่ของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ที่อ. บ่อเกลือ เป็นต้น
          จากการเสด็จพระราชดำเนิน ได้ทอดพระเนตรเห็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว ทรงห่วงใย และทรงเห็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้ ให้คืนสู่สมดุลให้เร็วที่สุด
          ความสำคัญของป่าต้นน้ำน่านนั้น ไม่ได้ ถูกจำกัดความเพียงแค่เป็นแม่น้ำ 1 ใน 4 สายหลัก ปิง วัง ยม น่าน ที่ไหลลงไปรวมกันเป็นส่วนหนึ่งของแม้น้ำเจ้าพระยาที่ ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์เท่านั้น แต่ผลการศึกษาของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สำรวจปริมาณน้ำที่ไหลจากต้นน้ำทั้ง 4 ของประเทศไทยระบุเอาไว้ชัดเจนว่า กว่าร้อยละ 40 ของปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่ท้องน้ำเจ้าพระยานั้น มาจากต้นน้ำน่าน (ลุ่มน้ำยมบางส่วน ก็มาจากป่าผืนนี้เหมือนกัน)
          ลำน้ำน่านจึงถือเป็นหัวใจสำคัญของ ระบบน้ำเมืองไทยอย่างแท้จริง และการหายไป กว่า 24 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ป่าต้นน้ำน่าน ในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องปกติ


          ด้วยเหตุนี้ จึงมีพระราชดำริให้หน่วยงาน ต่างๆ ร่วมมือกันในการจัดประชุมสัมมนา "รักษ์ป่าน่าน" ขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังที่จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมเกิดความตระหนักและเห็นความจำเป็น อันจะนำไปสู่ความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ที่จะช่วยกันสร้างสำนึกอนุรักษ์ให้เกิดกับเด็ก และเยาวชน รวมทั้งประชาชนร่วมแรงร่วมใจกันฟื้นฟูป่าไม้ในจังหวัดน่าน
          "ข้าพเจ้ามีโอกาสเห็นความสวยงาม ของป่าเขาลำเนาไพรในภาคต่างๆ ของประเทศมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย จำความได้ก็ไปที่หัวหิน ไปเชียงใหม่เมื่ออายุได้ 7 ปี สมัยก่อนชาวบ้านถางป่าทำไร่เลื่อนลอย เมื่อดินจืดก็ย้ายไป เรื่อยๆ แต่ก็จะกลับมาที่เดิมในระยะเวลาหนึ่ง การทำลายจึวงไม่รุนแรงนัก ต่อมามีการลักลอบตัดไม้ ยิ่งมีเครื่องมือเลื่อยไฟฟ้า ยิ่งทำให้ การทำลายล้างเร็วขึ้น ระยะหลังถึงกับเผาป่า ทั้งภูเขาหลายลูก เพื่อเป็นที่ปลูกพืชไร่ ทำมาหากิน ส่วนมากใช้สารเคมีแรงๆ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้พืช สัตว์ตามธรรมชาติที่มีประโยชน์ หมดไป"
          เนื้อหาบางส่วนของ บทพระราชนิพนธ์ เรื่อง การสร้างสำนึกให้เด็กและเยาวชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ทรงห่วงใยถึงอนาคตของทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังเข้าขั้นวิกฤติอยู่ในขณะนี้ ซึ่งผลกระทบไม่ได้มีแค่วันนี้ หรือพรุ่งนี้ แต่ยังส่งต่อไปถึงคนรุ่นต่อไปด้วย  "เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นครู และทำงาน เรื่องโภชนาการเด็กอยู่แล้ว จึงคิดว่าการฝากแนวคิดให้เด็กศึกษาหาความรู้จากป่าไม้ ซึ่งเป็นสือการสอนที่ดีที่สุด ให้รัก หวงแหนทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของพวกเขา และฝึกฝนเด็กให้อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และทรัพยากรอื่นๆ จึงเริ่มงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน ตชด. อย่างจริงจังใน พ.ศ. 2530 " แนวพระราชดำริ เพิ่มเติมที่ทรงทรงแบ่งปันไว้ในพระราชนิพนธ์สื่อความหมายอย่างนั้น
          จังหวัดน่าน มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 15 เปอร์เซ็นต์ คือที่ราบริมลำน้ำน่านที่คนน่านอาศัย และใช้ชีวิต ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ปี 2507 พื้นที่ป่าไม้น่านทั้งหมดมีจำนวน 6.4 ล้านไร่
          ในปี 2507 ป่าน่านมีอัตราการสูญเสีย อยู่ที่ 17,942 ไร่ต่อปี ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 52,947 ไร่ต่อปีระหว่างปี 2547 - 2551 และเพิ่มขึ้น กว่าเท่าตัว หรือราว 125,402 ไร่ต่อปี ในช่วง 6 ปีหลัง
          การเร่งลงมือทำงานเพื่อทำให้ป่ากลับคืนมา โดยเร็วที่สุดจึงอยู่ในพระราชหฤทัยของพระองค์เสมอมา ซึ่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานหลักคิดเอาไว้ คือ กาเรเน้นที่ตัวเด็กเป็นศูนย์กลาง โดยให้เด็กเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตัวเอง (Learning by Doing)
          วิธีการคือ สอนให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ เห็นความงดงาม ความน่าสนใจ เกิดความปิติที่จะศึกษาและอนุรักษ์ต่อไป เป็นความรัก ความผูกพัน หวงแหนในทรัพยากรของตน ในขณะเดียวกันสิ่งที่มีในธรรมชาติ ก็จะเป็นอุปกรณ์ในการสอนได้หลายอย่าง
          โดยทรงยกตัวอย่างกิจกรรมที่โรงเรียนดำเนินการเพื่อให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสสัมผัสกับธรรมชาติของชุมชนรอบตัว อันนำไปสู่ ความปิติ ความรัก ความผูกพัน และความหวงแหน ในทรัพยากรของตน ได้แก่
          ป่าชุมชนกับนักเรียนโรงเรียน ตชด.ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2530 โดยใช้ ป่าชุมชนที่มีอยู่แล้วในชุมชน หรือหากยังไม่มีให้โรงเรียนประสานกับชุมชนขอกันพื้นที่ป่า เพื่อทำเป็นป่าชุมชน เพื่อร่วมกันดูแลรักษา โดยสามารถใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมธรรมชาติวิทยาในป่าให้แก่นักเรียน มีอะไรในป่า มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
          สวนพฤกษศาสตร์ในโรงเรียน วัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อในการสร้างจิตสำนึกด้านอนุรักษ์พันธุกรรมพืช เพื่อให้เยาวชนได้ใกล้ชิดกับ พืชพรรณไม้ โดยให้นักเรียนรวบรวมพันธุ์ไม้ท้องถิ่นเข้ารวบรวมปลูกไว้ในโรงเรียน ศึกษาชีวภาพ และกายภาพ รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น เกี่ยวกับพันธุ์ไม้ เผยแพร่ผลการศึกษาไปสู่เยาวชนกลุ่มอื่นๆ และชุมชนที่สนใจ เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน ผู้ปกครอง และนักเรียน
          โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช เพื่อทำให้เข้าใจ และเห็นถึงความสำคัญของพันธุกรรมพืช สื่อถึงกันได้ทั่วประเทศ กิจกรรมประกอบด้วย การปกปักพันธุ์กรรมพืชในธรรมชาติ การสำรวจรวบรวมพันธุกรรมพืชที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม การนำพันธุ์พืชที่รวบรวมเพาะปลูก และดูแลในพื้นที่ที่เหมาะสมจัดทำศูนย์ข้อมูลพันธุกรรมพืช รวมทั้ง วางแผน และพัฒนาพันธุกรรมพืช  จากกิจกรรมที่มีโรงเรียนเป็นฐานแล้ว เพื่อให้เกิดการฟื้นฟู และรักษาป่าขยายออกไป ในวงกว้าง กิจกรรมในชุมชนถือเป็นอีกเรื่องสำคัญเพื่อให้ชุมชนสามารถดำรงชีวิตอยู่ กับป่าได้โดยไม่ให้มีการทำลายป่าเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นบทเรียนให้เด็ก และเยาวชนเรียนรู้ ต่อไปได้
          ไม่ว่าจะเป็น ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง วิธีการปลูกป่าตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเห็นว่า การปลูกป่าจำเป็นต้องผสมผสานความต้องการในการอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ควบคู่ไปกับความต้องการด้านเศรษฐกิจ และสังคม
          การปลูกป่า Re-Green Movement หมายถึงการปลูกป่าของกลุ่มชาวญี่ปุ่นที่ใช้หลัก การปลูกป่าเชิงอนุรักษ์ระบบนิเวศ (Ecological Reforestation) ด้วยการปลูกพันธุ์ไม้ท้องถิ่น ให้แน่นหนา และปลูกผสมหลายพันธุ์ ราว 3-5 ต้นต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร
          โครงการอุทยานธรรมชาติวิทยา เริ่มเมื่อ พ.ศ.2543 ที่อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เป็นการพัฒนาพื้นที่ป่าต้นน้ำภาชีให้เป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติสำหรับเด็ก และเยาวชน รวมทั้งประชาชน ในพื้นที่ เพื่อร่วมกันรักษาป่าไม่ให้มีการตัดไม้ ซึ่งมีงานยภายในโครงการหลายหลาก อาทิ การสำรวจจำแนกทรัพยากรทางชีวภาพและกายภาพ การบริการสถานศึกษาสภาพธรรมชาติ ถ่ายทอดเทคโนโลยีทางวิชาการ ส่งเสริมวิจัยท้องถิ่น เป็นต้น
          หรือ คนอยู่ร่วมกับป่า : ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาเพื่อมุ่งส่งเสริมสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่บ่อเกลือ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ ควบคู่กันไปกับการรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น ภายใต้ปรัชญษเศรษฐกิจ พอเพียง พร้อมกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
          เห็นได้ว่า แนวทาง การรักษาป่า ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ที่อยู่ในพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นั้นมีหลากหลายวิธี แต่สิ่งที่ทรงเน้นย้ำอยู่เสมอในการสร้างความยั่งยืนให้กับ การอนุรักษ์ป่าอยู่ที่ เด็ก และเยาวชน
          "การให้โอกาสเด็ก และเยาวชนของเราได้เรียนรู้จากธรรมชาติที่อยู่รอบตัวของเขา มีความรู้ ความเข้าใจ เกิดความรัก ความผูกพัน และหวงแหนในทรัพยากรของตน โดยการ จัดกิจกรรมที่เน้นให้เด็ก และเยาวชนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เรียนรู้จากวิถีการดำรงชีวิตของชุมชน ที่พยายามปรับตนให้อยู่ร่วมกับป่า"
          เมื่อผสมผสานความรู้ และเทคโนโลยี สมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชน ทรงเชื่อมั่นว่า จะทำให้ชุมชนสามารถผลิตอาหารได้อย่างเพียงพอ มีรายได้จากผลผลิตในชุมชน ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องบุกรุกป่าเพิ่มเติม
          ที่สุดแล้ว ป่าส่วนรวมก็จะค่อยฟื้นตัว กลับมาเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ดังเดิม กลายเป็นป่าต้นน้ำน่านหัวใจของระบบสายน้ำประเทศไทยได้อีกครั้ง
          หมายเหตุ : เรียบเรียงจาก หนังสือคู่มือการประชุมสัมมนา "รักษ์ป่าน่าน" ณ ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการ เครือข่ายแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต.ผาสิงห์ อ.เมืองน่าน จ.น่าน

---

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 02 เมษายน พ.ศ. 2557 โดย ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี

  • newsletter
  • book
    • การเสวนา “ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยพลังจากพื้นที่ : ทิศทางในอนาคต”
    • การพัฒนาพื้นที่และการสร้างความสามารถในการจัดการตนเองของชุมชนและท้องถิ่นกับอนาคตของประเทศ โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
    • ยุทธศาสตร์การลดความเหลื่อมล้ำกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ : โดย นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์
  • tools