Print

รายงานพิเศษ: ย้อนเส้นทางกระชับสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาก่อนเปิดเออีซี

Blog webekm.com the ekm.

Download from BIGTheme.net free full premium templates

       

           "เส้นทางการคมนาคม" ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนให้แก่ประเทศต่างๆ ในการเชื่อมตลาดเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี อย่างเต็มตัวเท่านั้น หากแต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการบอกเล่าและเชื่อมโยงวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ที่เคยมีตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้านด้วย


          พ.อ.สุรัตน์ เลิศล้ำ หัวหน้าโครงการการศึกษาความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นนักวิจัยคนหนึ่งที่ได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และได้คลุกคลีศึกษาเส้นทางและความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชามานานกว่า 10 ปี จนเห็นมุมคิดและความสัมพันธ์ระหว่างคนไทย-กัมพูชาในอดีตถึงปัจจุบัน
          พ.อ.สุรัตน์เล่าว่า ต้องศึกษาเส้นทางถนนหลายเส้นทางที่ไทย-กัมพูชาเคยใช้ออกรบทำการค้าขายระหว่างกัน เช่น เส้นถนนราชมรรคาจากเมืองพระนครไปถึงเมืองพิมาย จาก จ.ลพบุรี ไปศรีเทพ ดูว่าเส้นไหนใช้เพื่ออะไรทำไมถึงมีการยกเลิก แล้วเปรียบเทียบกับเส้นทางปัจจุบัน ค้นหาความเปลี่ยนแปลงและประโยชน์ของเส้นทาง
          ขณะเดียวกัน ได้ศึกษาเรื่องโลหะกรรมหรือแร่ชนิดต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย เช่น เหล็ก ตะกั่ว ทอง เพื่อหาคำตอบของการเดินทางระหว่างไทย-กัมพูชาในอดีตว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไรบ้าง เช่น ค้นพบว่าคนไทยในจ.สุรินทร์ ถลุงแร่เหล็กเช่นเดียวกับคนในฝั่งกัมพูชา
          "เรื่องบางเรื่องของโลหะกรรมก็ทำให้เราตั้งคำถามว่า คนในอดีตเขาเดินทางข้ามไปหากันไกลๆ ได้อย่างไรเช่น เราค้นพบตะกั่วที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ซึ่งอยู่สุดชายแดนฝั่งตะวันตกของไทย แต่ปรากฏว่าค่าคอมโพสิตของตะกั่วที่นั่นไปตรงกับเครื่องสำริดที่กัมพูชาซึ่งอยู่ทางตะวันออกของไทย หมายความว่าต้องมีเส้นทางให้ของเหล่านี้ข้ามแดนไปหากันได้"
          หลังจากเริ่มค้นพบความเชื่อมโยงกันพ.อ.สุรัตน์ได้พาคณะนักวิจัยไทยและกัมพูชาลงพื้นที่ชายแดนเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างคนสองฝั่งด้วยปรากฏว่าเมื่อนำรูปของชาวกวยหรือชาวส่วยในจ.สุรินทร์ ไปให้คนฝั่งกัมพูชาดูและนำรูปของคนฝั่งกัมพูชามาให้ชาวกวยดู คนรุ่นปู่ย่าตายายของทั้งสองฝั่งรู้จักกันดี
          "แต่ก่อนยังไม่มีชายแดน ไม่มีพรมแดนกั้น คนรุ่นก่อนก็ใช้เส้นทางต่างๆ ไปมาหาสู่กันได้ กลายเป็นว่าก่อนจะเปิดประชาคมอาเซียนเสียอีก ที่คนรุ่นใหม่ไม่รู้จักกันแล้ว"
          พ.อ.สุรัตน์ ย้ำว่า อดีตคนในอาเซียนมีกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยเพียงไม่กี่กลุ่ม ไม่ได้แบ่งแยกกันระดับนี้ หรือกล่าวได้ว่าในอดีตยังไม่มีความขัดแย้ง ต่างจากปัจจุบันที่ความสัมพันธ์บนเส้นทางที่ถูกปิดกั้นมี "รอยแผล" เสียแล้ว
          สิ่งที่เขาจะทำหลังจากนี้คือ การค้นหา "จุดร่วม"ทางวัฒนธรรมระหว่างคน 2 ชาตินี้ และดึงออกมาให้คนรุ่นใหม่บนสองพรมแดนได้ตระหนักถึงการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
          "เราไม่จำเป็นต้องเอาแต่เรื่องบาดแผลใหม่ๆมาคุยกัน เราอาจนำเรื่องวัฒนธรรมที่เหมือนกันมีโครงสร้าง
          คล้ายกันมาเชื่อมกันได้เช่น บ้านเรามีแห่นางแมว บ้านเขามีแห่ปลาช่อน ทั้งสองประเทศมีวัฒนธรรมการแห่เพื่อขอฝนเหมือนกันจริงๆ แล้วระหว่างชายแดนกับชายแดน คนไทยบางส่วนก็มีเชื้อสายกัมพูชาด้วยซ้ำ"
          ทั้งนี้ เขายอมรับว่า การแก้ปัญหาความไม่ลงรอยกันให้หมดไปทันทีเป็นเรื่องยากเพราะไม่ใช่คนไทยบางกลุ่มเท่านั้นที่มีอคติต่อเพื่อนชาวกัมพูชาชาวกัมพูชาบางกลุ่มเองก็ยังมีรอยแผลเกี่ยวกับคนไทยเช่นเดียวกัน การแก้ปัญหาในฐานะครูและนักวิจัย จึงเน้นให้การศึกษาที่ดีแก่เยาวชนทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีร่วมกันและพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองฝั่งให้กลับมาดีขึ้น
          ล่าสุด ปีที่ผ่านมา พ.อ.สุรัตน์ ได้พาคณะเยาวชนและผู้ใหญ่ชาวไทยรวม 70-80 คน ข้ามฝั่งไปลงพื้นที่เรียนรู้และศึกษาวิจัยในกัมพูชาถึงที่เสียมราฐ เขาเชื่อว่าการปลูกฝังในลักษณะนี้จะช่วยให้คนทั้งสองฝั่งได้ปรับตัวร่วมกัน จนแก้ปัญหาความสัมพันธ์ในอนาคต
          "เราต้องค่อยๆ ต่อจิ๊กซอว์ความสัมพันธ์นี้กันไป เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ จากนั้นเราอยากใช้กรณีศึกษานี้เป็นโมเดลขยายผลไปช่วยแก้ความสัมพันธ์ในพื้นที่อื่นๆให้ดีขึ้น"  

--

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ฉบับวันที่ 03 เมษายน พ.ศ. 2557 โดย ตะวัน หวังเจริญวงศ์

  • newsletter
  • book
    • การเสวนา “ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยพลังจากพื้นที่ : ทิศทางในอนาคต”
    • การพัฒนาพื้นที่และการสร้างความสามารถในการจัดการตนเองของชุมชนและท้องถิ่นกับอนาคตของประเทศ โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
    • ยุทธศาสตร์การลดความเหลื่อมล้ำกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ : โดย นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์
  • tools