จากบัญชีครัวเรือน สู่บัญชีชีวิต พิชิตความยากจน : โดย ณรงค์ คงมาก PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2011 เวลา 09:57 น.

        


         “ จดแล้ว หายจน

          ไม่ทำบัญชีครัวเรือน ไม่รู้จักตนเอง

          จะแก้หนี้สินให้สำเร็จ ต้องเริ่มจากการทำบัญชีครัวเรือน

          สอนลูกหลานให้มีชีวิตที่ดี ต้องเริ่มจากการให้ทำบัญชีครัวเรือน

          “ จากการทำบัญชีครัวเรือน  แล้วนำข้อมูลไปเรียนรู้ร่วมกันในกลุ่มชาวบ้าน องค์กรปกครอง

           ส่วนท้องถิ่น  ทำให้ทราบจุดอ่อน จุดแข็ง ของชุมชน นำไปสู่การจัดทำแผนแม่บทพัฒนา

           ชุมชน

          ความสำเร็จของการส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือน ต้องสร้างกระบวนการที่ทำให้เกิดความ

           เป็นเจ้าของ  ให้ทำแบบระเบิดจากภายใน ไม่ใช่ทำบัญชีครัวเรือนเพื่อส่งหน่วยงานหรือคน

          ภายนอกสั่งให้ทำ

          “ คนทำบัญชีครัวเรือนในหมู่บ้าน ต้องนำข้อมูลในบัญชีมาจัดการวิเคราะห์ แปลความหมาย

          เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในครัวเรือน  การทำแผนครัวเรือน และนำไป

         ข้อมูลและความรู้ไปจัดทำโครงการและกิจกรรมในระดับกลุ่ม หมู่บ้าน ตำบล

         การส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือนไม่ควรใช้ เงินนำ  แต่ควรใช้ ความคิดนำ ใช้งานในพื้นที่ใหม่  เริ่มจากการสร้างทีมสนับสนุนระดับอำเภอ จังหวัด  จากนั้น หาคน หาครอบครัว  นหมู่บ้านที่สมัครใจ  เข้าร่วมโครงการ และในระยะแรกควรมีพี่เลี้ยงช่วยถ่ายทอด กระบวนการตีความหมาย แปลความหมายจากข้อมูล โดยใช้กระบวนการกลุ่ม  เรียนรู้เล็กๆ ในหมู่บ้าน ตำบล

                                                             ฯลฯ

 

             ...คำคม  คมความคิด เหล่านี้  สกัดมาจากประสบการณ์บางส่วนที่เรียนรู้ในพื้นที่ปฏิบัติการ การส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือน  ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาความยากจน การพัฒนาสังคมและสุขภาวะ ในพื้นที่ ๕ จังหวัดภาคใต้  ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช สตูล  พัทลุง และสุราษฎร์ธานี ในช่วง ๓ ปี  ( พ.ศ. ๒๕๕๑ ๒๕๕๓ )  ซึ่ง ผู้เขียน จับความรู้  มาถ่ายทอดแลกเปลี่ยนให้  ชาวบ้าน  แกนนำชุมชน  นักพัฒนาชุมชน  นักปกครอง  นักวิชาการ ในสายงานพัฒนาชุมชน นำไปประยุกต์ใช้และเป็นฐานความรู้  ให้เป็นทางเลือกหนึ่งในการใช้ บัญชีครัวเรือน  เป็นเครื่องมือพื้นฐาน แก้ปัญหาความยากจน  สร้างภูมิคุ้มกัน สร้างความรู้ให้กับครอบครัวคนไทยในทุกพื้นที่  โดยไม่เลือก เชื้อชาติ ศาสนา  วัฒนธรรม  ภาษา  ขอเพียงให้คนทำบัญชีครัวเรือน และผู้ช่วยในครอบครัว   มีคน อ่านออก เขียนได้  บวก ลบ คูณ หาร ได้ สัก ๑ คน  เท่านั้นก็พอ

              ความรู้ ๗ ประการ ในการประยุกต์ใช้เครื่องมือบัญชีครัวเรือน โครงการความร่วมมือฯ  ๕ จังหวัดภาคใต้   และโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการการจับความรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (โครงการ  KCC ) ได้ถอดบทเรียนและจับความรู้  เส้นทางของการส่งเสริม การใช้บัญชีครัวเรือน เป็นเครื่องมือหลักในการแก้ปัญหาความยากจน   และค้นพบ แก่นความรู้  ๗ ประการ  ที่ได้รับการยอมรับในขบวนการนักส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือน  ดังนี้


ความรู้ประการที่ ๑ : การสร้างแบบฟอร์มบันทึกและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประมวลผลข้อมูลรายรับ - รายจ่ายรองรับการใช้ประโยชน์หลายระดับ   

จากการศึกษาของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  ( สกว.)  ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ๒๕๕๑ พบว่าหน่วยงานที่ส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือนส่วนใหญ่ มีการจัดพิมพ์แบบบันทึกบัญชีครัวเรือน แจกจ่ายให้ครัวเรือนคนไทยไปแล้วไม่น้อยกว่า   ๑ ล้านครัวเรือน  โดยเป็นแบบบันทึกบัญชีครัวเรือน แบบรายรับ รายจ่าย   ประจำวัน   เน้นการใช้ประโยชน์ การใช้ข้อมูลในระดับครัวเรือนเท่านั้น หากต้องการนำข้อมูลจากแบบบันทึกบัญชีครัวเรือนไปใช้ในระดับที่สูงกว่าครัวเรือน เช่น การวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลแต่ละหมวดรับ-จ่าย เป็นรายเดือน รายปี ของแต่ละครัวเรือนแต่ละชุมชน   การประมวลผลข้อมูล  การวิเคราะห์ข้อมูลในระดับที่สูงกว่าครัวเรือน เพื่อใช้ข้อมูลจัดทำแผนพัฒนาชุมชน ก็ต้องใช้วิธีคำนวณแบบ ทำมือ ซึ่งจะเหมาะสมกับการใช้งานในระดับครัวเรือนและหมู่บ้านเท่านั้น   สกว. จึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล  พัฒนาโปรแกรมบัญชีรับจ่ายครัวเรือนในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อรองรับการนำข้อมูลไปใช้ในมิติต่างๆที่หลากหลาย ในทุกระดับ  โดยออกแบบบันทึกที่มีการจัดแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็นหมวดตามรูปแบบบัญชีสากล  โดยครัวเรือนบันทึกเป็นรายสัปดาห์  และร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรชุมชนที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ นำข้อมูลในแบบบันทึกรายสัปดาห์นำเข้าในโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นรายเดือน  สามารถออกรายงานผลข้อมูลระดับครัวเรือนเป็นรายเดือน ราย ๓ เดือน ราย ๖ เดือน รายปี เพื่อให้ครัวเรือนใช้ประโยชน์ในขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้จัดทำแผนครัวเรือน  และโปรแกรมสามารถประมวลผลแยกรายหมวด รายประเด็น  เชื่อมโยงความสัมพันธ์กับมิติด้านเวลา   ออกรายงานแสดงเป็นข้อมูลสรุปรายประเด็น ข้อมูลกราฟแท่ง  และการจัดทำงบกำไรขาดทุนระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด  โดยนำค่าเฉลี่ยในรายการตามหมวดในระดับครัวเรือน ไปคูณด้วยจำนวนครัวเรือนในพื้นที่ระดับต่างๆ  ออกมาเป็นข้อมูลประมาณการในภาพรวม  ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง  ถ้าจำนวนคนบันทึกไม่มากพอ  แต่ข้อมูลบางหมวด บางประเด็น  ก็สามารถใช้ประมาณการรายรับ รายจ่าย ในภาพรวมตำบล อำเภอ จังหวัด ได้  ใช้วิเคราะห์แนวโน้มและหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลจากหมวดต่างๆได้ดี  และขณะนี้ ( เมษายน ๒๕๕๔ ) โครงการ KCC ได้พัฒนาโปรแกรมบัญชีครัวเรือนออกมาในระบบออนไลน์  รองรับการขยายผลการส่งเสริมบัญชีครัวเรือน ของพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ  เช่น  การประยุกต์ใช้ในโครงการแก้ปัญหาความยากจนของภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  เครือข่ายองค์กรการเงินชุมชนระดับตำบล อำเภอ จังหวัด เครือข่ายกองทุนหมู่บ้าน เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์ เครือข่ายลูกหนี้ ธกส. เครือข่ายคนทำบัญชีครัวเรือน  เป็นต้น

 


ความรู้ประการที่ ๒ : การจัดกลไกขององค์กรส่งเสริมสนับสนุนในระดับจังหวัด   

กลไกการสนับสนุนส่งเสริมการจัดทำบัญชีครัวเรือน  อาจมีหลายระดับ  แต่ระดับที่สำคัญคือ กลไกระดับจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยภาคส่วนต่างๆจากภาคีราชการ นักวิชาการ ประชาสังคม  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และที่ขาดไม่ได้ คือ ผู้แทนจากแกนนำ  ( ที่เป็นคนทำบัญชีครัวเรือนตัวจริง ) ขับเคลื่อนการทำบัญชีครัวเรือนระดับตำบล หมู่บ้าน  ควรเข้ามาร่วมเป็นคณะทำงานในระดับจังหวัดด้วย  หากขาดผู้แทนที่มาจากพื้นที่ปฏิบัติการจริง  กลไกระดับจังหวัดจะประสบปัญหาการ ขาดความรู้ขาดปัญญาปฏิบัติ ทำให้การวางแผนสนับสนุนพื้นที่ ครัวเรือน  หมู่บ้าน ตำบล  ไม่ครบวงจร   เข้าไม่ถึงหัวใจของคนทำบัญชีครัวเรือน   เมื่อได้คณะทำงานครบองค์ประกอบแล้ว กลไกจังหวัด มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมประสานงานสร้างความร่วมมือ สร้างความเข้าใจ ตามหลักการ เข้าใจ เข้าถึง ร่วมพัฒนา  อาจจัดให้มีผู้ประสานระดับจังหวัด  ๑ คน ทำงานเต็มเวลา ในฐานะนักประสานงานสร้างความร่วมมือ   กลไกจังหวัด  มีบทบาทสำคัญหลายประการ ได้แก่   ๑.) การสร้างแกนนำคนทำบัญชีระดับจังหวัด ( ครู ก. ) ให้มีขีดความสามารถในการแปลความหมาย การวิเคราะห์ข้อมูลบัญชีครัวเรือน  เพื่อลงพื้นที่ฝึกอบรมแกนนำระดับอำเภอ ระดับตำบล ( ครู ข. ) ให้มีขีดความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ข้อมูลจากบัญชีครัวเรือน  และครู ข. มีความสำคัญในระดับตำบล และหมู่บ้าน มาก เพราะมีบทบาทหน้าที่ในการสร้างแกนนำระดับกลุ่ม คนทำบัญชีครัวเรือนในหมู่บ้าน ( ครู ค. บางกรณี ครู ก. ครู ข. ครู ค. อาจเป็นบุคคลเดียวกัน) ให้มีขีดความสามารถในการนำเพื่อนบ้าน เครือข่ายคนทำบัญชีครัวเรือน แปลความ  วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำไปสู่กระบวนการ จัดการตนเอง ของครอบครัวคนทำบัญชี    สร้าง ความเป็นเจ้าของ กระบวนการทำบัญชีครัวเรือน ตามแบบฉบับการพัฒนาแบบการระเบิดจากข้างใน   กลไกจังหวัด จึงมีความจำเป็นต้องจัดหลักสูตรการพัฒนาแกนนำคนทำบัญชีครัวเรือน ตามระดับ ครู ก. ครู ข. และ ครู ค.    ๒.)  การจัดทีมลงพื้นที่สร้างความรู้ ความเข้าใจ  ให้กับกลไกการขับเคลื่อนในระดับอำเภอ ระดับตำบล  ไม่ปล่อยให้ผู้ประสานงาน ๑ คน ทำหน้าที่ทุกอย่าง   โดยเฉพาะในกรณีการเปิดพื้นที่ใหม่ อาจใช้แกนนำจังหวัดที่มีภูมิรู้ด้านภาษา วัฒนธรรมประจำถิ่น เป็นผู้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่มีลักษณะเฉพาะในเชิงวัฒนธรรม  เพราะหากสื่อสารครั้งแรกไม่ชัดเจน แจ่มแจ้ง การแปลความการผิดเพี้ยน จะทำให้กระบวนการส่งเสริมยากขึ้น   ๓.) การสร้างทีมฝึกอบรมโปรแกรมบัญชีรับจ่ายครัวเรือน ( แบบออนไลน์) ให้กับ คนที่ทำหน้าที่บันทึกข้อมูล ลงในโปรแกรมคอมพิวเตอร์   ซึ่งควรเชิญชวนบุคลากรในสถาบันการศึกษาท้องถิ่น       และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ( อบต. เทศบาล ) เข้าร่วมในภารกิจด้านนี้  ๔.) จัดหางบประมาณสนับสนุนค่าเดินทาง และงบจัดฝึกอบรมในระดับจังหวัด  อำเภอ  ตำบล  ตามอัตราที่เหมาะสม  ตามสภาพความเป็นจริง  ไม่ใช้งบมากเกินไป  เพราะจะเป็นข้อจำกัดในขั้นตอนการขยายผลในอนาคต    ๕.) การจัดเวทีสาธารณะ คืนความรู้ระดับจังหวัด  เป็นกิจกรรมที่ควรจัดทุก ๖ เดือน  เพื่อสรุปถอดบทเรียน และวางแผนการปฏิบัติงาน  ส่วนการประชุมทีมกลไกจังหวัด กลไกอำเภอ  นั้น สำคัญมาก ต้องจัดประชุมทุกเดือน เช่นเดียวกับเวทีจัดการความรู้ในกลุ่มคนทำบัญชีครัวเรือนระดับหมู่บ้าน ตำบล ที่ต้องมีเวทีจัดการความรู้  คืนความรู้ ทุกเดือนเช่นกัน


ความรู้ประการที่ ๓ : การสร้างครู ก. ระดับจังหวัด  และ ครู ข. ระดับอำเภอ หรือกลุ่มอำเภอ  

เงื่อนไขความสำเร็จที่พบ ประการหนึ่งคือ การสร้างวิทยากรกระบวนการ  ( ครูบัญชี) ซึ่งทุกหน่วยงานที่ส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือน ยึดถือปฏิบัติร่วมกัน  หากกลไกจังหวัดไม่มีกิจกรรมและแผนงานส่วนนี้ ความลื่นไหลของการส่งเสริมบัญชีครัวเรือนจะไม่ครบวงจร  ครู ก. ระดับจังหวัด  และ ครู ข.- ระดับอำเภอและกลุ่มอำเภอ ควรมาจาก คนทำบัญชีตัวจริง  ( จะเป็นข้าราชการ นักวิชาการ นักพัฒนา   แกนนำ ชุมชนก็ได้  แต่ต้องลงมือทำบัญชีครัวเรือนด้วยตนเองจริงๆ  หากไม่ทำบัญชีครัวเรือน จะไปฝึกอบรมให้คนทำบัญชีครัวเรือนได้อย่างไร?)   การคัดเลือก ครู ก.และ ครู ข จึงมีความสำคัญมาก  ซึ่งครู ก. ครู ข.  นอกจากเป็นคนลงมือทำบัญชีครัวเรือนด้วยตนเองแล้ว  หากเลือกคนได้  ควรให้มีขีดความสามารถในการใช้โปรแกรมบัญชีครัวเรือนด้วย  เข้าใจการดึงข้อมูลจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้ในการจัดเวทีการวิเคราะห์  และมีทักษะในการจัดเวทีประชุมระดับกลุ่มหมู่บ้าน กลุ่มตำบล ที่มีปริมาณคน ๒๐ ๓๐ คน  โดยกลไกจังหวัด ควรจัดงบประมาณสนับสนุนการเดินทางและค่าเบี้ยเลี้ยงยังชีพให้กับ ครู ก. และ ครู ข.ในการลงปฏิบัติการสนับสนุนงานพื้นที่ระดับตำบล  ระดับอำเภอ



 

ความรู้ประการที่ ๔ : การสร้างหลักสูตรการแปลความหมายและทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล บัญชีครัวเรือน     

กระบวนการสร้างชุดความรู้การวิเคราะห์ข้อมูล การแปลความข้อมูล จากบัญชีครัวเรือน เป็นอีกเงื่อนไขความสำเร็จ ของกระบวนส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือนในเครือข่ายของ สกว.และโครงการความร่วมมือฯ ๕ จังหวัดในภาคใต้  ซึ่ง สกว.ใช้หลักการของ รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์  จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ( อดีตรองผู้อำนวยการ สกว.) ได้วางระบบไว้  โดยกลไกจังหวัด  ครู ก. ครู ข.  ทุกคน ควรผ่านกระบวนการฝึกอบรมหลักสูตรการวิเคราะห์ข้อมูลบัญชีครัวเรือน  โดยหลักสูตรนี้ มีเป้าหมายให้ครู ก. ครู ข. เรียนรู้ การแปลความหมายของข้อมูล ตัวเลข ที่บันทึกในรายการของโปรแกรมบัญชีรับจ่ายครัวเรือน  และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชื่อมโยงของข้อมูลในหมวดต่างๆ  เช่น รายจ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของครัวเรือน  แปลความหมาย ในเรื่อง การใช้ยานพาหนะในการประกอบอาชีพหรือเพื่อการเดินทางที่ก่อให้เกิดรายได้ หรือไม่ก่อให้เกิดรายได้  เช่น   กรณีรายจ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง  ในกรณีภาคใต้ ในหลายพื้นที่ สวนยางตั้งอยู่ห่างจากบ้านเรือนอยู่อาศัย  ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในรายงานสรุปรายเดือนอาจจะสูง หากไม่เข้าใจในเรื่อง ที่ตั้งของสวนยาง หรือ ที่ตั้งสถานที่ประกอบอาชีพอื่นๆ ที่อยู่ไกลจากที่อยู่อาศัย  ( อย่างชาวประมงก็เช่นกัน ) ผู้วิเคราะห์  อาจเสนอให้ลดรายจ่ายในหมวดน้ำมันเชื้อเพลิง  ซึ่งจะไม่เป็นจริง  เนื่องจาก เป็นรายการรายจ่ายที่จำเป็น หากไม่จ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ก็จะเดินทางไปกรีดยางไม่ได้ ไปทำงานรับจ้างไม่ได้   การวิเคราะห์อาจดูตัวเลขรายได้ที่เกิดขึ้นจากรายจ่ายรายการนั้นโดยตรงด้วย เช่น  การขับรถจักรยานยนต์ไปทำงานรับจ้างรายวันที่โรงงานอุตสาหกรรม  ( อาจพบในพื้นที่บริเวณคาบสมุทรสทิงพระ  จังหวัดสงขลา  เป็นต้น )  สัดส่วนรายจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงอาจสูงถึงร้อยละ ๕๐ ของรายได้ที่ได้รับจากค่าแรงงาน  ( ได้ค่าแรงงานวันละ ๒๕๐ บาท  ต้องจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงรถจักรยานยนต์ไปทำงานวันละ ๑๐๐ บาท เหลือเป็นรายรับเบื้องต้นวันละ ๑๕๐ บาท  และต้องมีรายจ่ายค่าอาหาร ค่าสึกหรอของรถจักรยานยนต์  ค่าความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ อีก  ในเวทีการวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูล  อาจตั้งคำถามว่า หากหางานทำในพื้นที่ ไม่ต้องขับรถจักรยานยนต์ไปทำงาน  ค่าตอบแทนที่ได้อาจไม่ถึงวันละ ๒๕๐ บาท  แต่รายจ่ายก็จะลดลงไปมาก

 

            “รายรับสุทธิต่อวันอาจสูงกว่ารายรับที่ทำอาชีพเดิมอยู่หรือไม่?  การวิเคราะห์ข้อมูลในแนวทางนี้  อาจนำไปสู่กิจกรรมใหม่  เช่น การรวมตัวกันเหมารถกระบะรับส่งยังโรงงาน  เพื่อลดรายจ่าย  หรือแม้แต่การเปลี่ยนอาชีพกลับมาทำงานใกล้บ้าน หรือทำงานที่บ้าน  เป็นต้น  การแปลความหมาย การวิเคราะห์ การเชื่อมโยงข้อมูล การเปรียบเทียบ รายการรับ รายการจ่าย  จึงเป็นคุณสมบัติหลักที่ครู ก. ครู ข.  ครู ค. ต้องสร้างและฝึกฝน  เพื่อนำไปจัดกระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดทักษะการวิเคราะห์  ให้คนทำบัญชีครัวเรือนทุกคน เป็นครู ก. ครู ข.  ครู ค. ให้ได้ ในอนาคต


ความรู้ประการที่ ๕ : การใช้ข้อมูลจากบัญชีทรัพยากรและบัญชีศักยภาพชุมชน มาประยุกต์กับบัญชีครัวเรือน    

โครงการความร่วมมือฯ ๕ จังหวัดภาคใต้  และโครงการ KCC  พัฒนาเครื่องมือรองรับการเข้าถึงข้อมูลด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากข้อมูลบัญชีครัวเรือน  ( ซึ่งเป็นข้อมูลด้านเศรษฐกิจ )  มาประกอบการตัดสินใจของครัวเรือน  ชุมชน  ตำบล อำเภอ และจังหวัด ด้วย เช่น การใช้ข้อมูลทรัพยากรของพื้นที่ชุมชนท้องถิ่น  โดยใช้โปรแกรมสารสนเทศภูมิศาสตร์ MapWindowGIS    โปรแกรมขอนหาด   ( PanData )  มาช่วยชุมชน จัดการข้อมูลฐานทรัพยากร  จัดการข้อมูลฐานประชากร   เป็นต้น   รวมถึง การนำข้อมูลสิ่งแวดล้อม ข้อมูลศาสนา วัฒนธรรม มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการวิเคราะห์   โดยเฉพาะเมื่อต้องการจัดทำแผนชุมชน   ซึ่งข้อมูลบัญชีครัวเรือนฐานเดียว  ไม่เพียงพอในการจัดทำแผนในเชิงพื้นที่  ต้องนำข้อมูลฐานทรัพยากร ฐานประชากร ฐานวัฒนธรรม มาประกอบด้วย จึงจะได้แผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นที่สมบูรณ์   ดังนั้น คนทำบัญชีครัวเรือนในอนาคต  จำเป็นต้องเปิดใจกว้าง  เรียนรู้และสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ทุกระดับ

สำหรับบัญชีศักยภาพชุมชน  หมายถึง การสำรวจ จัดเก็บข้อมูลทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม

และกิจกรรมตามนโยบายการส่งเสริมจากภาคีราชการและภาคีพัฒนาทุกภาคส่วน  เพื่อนำมาใช้เป็นทุนในการต่อยอดกิจกรรมตามแผนพัฒนาชุมชน  เช่น  ทุนเงินขององค์กรการเงินชุมชนที่สามารถรองรับกิจกรรมตามแผนพัฒนาชุมชน   ทุนทรัพยากรและปัจจัยการผลิตจากโครงการของภาครัฐ  เช่น โครงการ SML  โครงการชุมชนพอเพียง  โครงการไทยเข้มแข็ง  โครงการพัฒนาตามนโยบายของรัฐ  เป็นต้น


ความรู้ประการที่ ๖ : การพัฒนาระบบริหารจัดการกลไกการขับเคลื่อนงานบัญชีครัวเรือน   

ผู้เขียน ได้รับข้อคิดจากนายหนังบุญธรรม  เทิดเกียรติชาติ  ศิลปินและปราชญ์ชาวบ้าน  คนสำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ว่า คนไทยและคนใต้นั้น มีคตินิยมว่า ปากเป็นเอก เลขเป็นโท  ซึ่งสอดคล้องกับข้อค้นพบจากการศึกษาวิจัยเรื่องตัวชี้วัดเศรษฐกิจพอเพียง ของผู้เขียน ว่า ในมิติด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมี เงื่อนไข ความรู้ และ คุณธรรม  นั้น  กิจกรรม การทำบัญชีครัวเรือน เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดตามเงื่อนไข ความรู้   ซึ่งศึกษาพบว่า  การทำบัญชีครัวเรือน เป็นตัวชี้วัดที่ได้ คะแนนต่ำที่สุด แปลความหมายได้ว่า  การส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือนนั้น  ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่จะได้รับการยอมรับจากครัวเรือนในสังคมไทย   ซึ่งผลจากการดำเนินงานโครงการความร่วมมือฯ ภายใต้การสนับสนุนของ สกว. นั้น พบว่า การพัฒนาและขยายผลการทำบัญชีครัวเรือน   ต้องมีการบริหารจัดการรองรับอย่างเป็นระบบ และมีขั้นตอนของกิจกรรมการขับเคลื่อน ที่ต้องก้าวผ่าน  เสมือนการก้าวขึ้นบันได ที่ต้องก้าวทีละขั้น หรือเสมือนการกินข้าว  ต้องกินทีละคำ   ไม่มีทางลัด หรือ สามารถกินข้าวทั้งจานให้หมดในคำเดียว  การบริหารจัดการ ทั้งด้านคณะทำงานของกลไกจังหวัด  ผู้ประสานงานที่รับผิดชอบ  การสร้างความเข้าใจให้กับกลุ่มเป้าหมายทุกระดับ   การคัดเลือกแกนนำชุมชนที่เชื่อมั่นในการทำบัญชีครัวเรือน มาร่วมเป็นคณะทำงานในระดับต่างๆ   การจัดหลักสูตรฝึกอบรม ครู ก. ครู ข. ครู ค.  การคัดเลือกครัวเรือนที่สมัครใจทำบัญชีครัวเรือน  การนำเข้าข้อมูลในโปรแกรมคอมพิวเตอร์บัญชีรับจ่ายครัวเรือน  การจัดเวทีคืนความรู้  การแปลความหมาย การวิเคราะห์ข้อมูล   การพัฒนาแผนงานกิจกรรมจากข้อมูลบัญชีครัวเรือน   บนฐานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน นั้น  ล้วนเป็นกิจกรรมที่คณะทำงานกลไกการส่งเสริมบัญชีครัวเรือนในทุกระดับ ต้องนำไปดำเนินการในกระบวนบริหารจัดการ  ต้องกุมสภาพให้ได้  โดยเฉพาะผู้ประสานงานจังหวัด นั้น ต้อง เกาะติดสถานการณ์พื้นที่แบบกัดไม่ปล่อย



ความรู้ประการที่ ๗ : การสร้างเครือข่ายคนทำบัญชีครัวเรือนและการขยายผลในเชิงนโยบาย  ระดับชุมชนท้องถิ่น   

จากผลการศึกษาพบว่าระยะเวลาในการส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือนให้ ครัวเรือน และชุมชน ยอมรับปฏิบัติจนเป็นวิถีชีวิต แปลงสู่บัญชีชีวิตได้นั้น อย่างน้อยต้องเวลาดำเนินการส่งเสริม ติดตามสนับสนุนอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า ๓ ๔  ปี  เพื่อเปลี่ยนแปลงคตินิยมเดิมของคนไทยที่ไม่นิยมการจด  ให้เป็นค่านิยมใหม่ในหมู่ครัวเรือนคนไทยที่กล่าวได้ว่า ครอบครัวมั่นคง สดใส  ถ้าคนไทยร่วมกันทำบัญชีครัวเรือน  ซึ่งเป็นคำขวัญที่มอบให้ ผู้นำครอบครัว ผู้นำชุมชน  และฝ่ายบริหารงานพัฒนาในทุกระดับ ทุกท่านให้ยึดถือปฏิบัติให้ได้  แม้ว่าจำนวนคนทำบัญชีครัวเรือน ในแนวทางใหม่ที่เป็น  บัญชีชีวิต  รองรับการจัดการตนเอง ไม่ใช่การทำบัญชีตามเงื่อนไขการส่งเสริมของหน่วยงาน นั้น จะมีปริมาณครัวเรือนไม่มาก  หมู่บ้านละ ๕ ๑๐  ครัวเรือน  จังหวัดละไม่กี่ร้อยคนในระยะเริ่มต้น  แต่หากการดำเนินไม่เน้นเชิงปริมาณ  แต่เน้นในเชิงคุณภาพ บนฐานของการจัดการความรู้และความร่วมมือ และสามารถสร้างพื้นที่ต้นแบบในทุกระดับได้ ตั้งแต่ ครัวเรือน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค   ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ การพัฒนาที่เริ่มจากฐานการทำบัญชีครัวเรือนของคนไทยให้ได้ แล้ว  ต่อยอดด้วยการสร้างเครือข่าย สร้างขบวนคนทำบัญชีครัวเรือนในทุกระดับ  บนฐานของ การจัดการตนเอง   เชื่อมโยงกันเอง  ใช้งบอุดหนุนให้น้อยที่สุด ( เพราะการทำบัญชีเป็นวิถีชีวิตของเรา  ไม่จำเป็นต้องมีใครมาว่าจ้างให้ทำ )

                   ท้ายที่สุด   เครือข่ายคนทำบัญชีครัวเรือน  จะเป็นพลังเงียบที่ทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบปิดทองหลังพระ  เริ่มจากการแก้ปัญหาให้ตนเอง ให้ครอบครัวตนเอง  ก่อนที่จะขยายผลด้วยกระบวนการจัดการความรู้  เพื่อให้ภาคส่วนท้องถิ่น ท้องที่  ส่วนราชการ   และภาคโยบายยอมรับ   โดยมีภาคประชาชนปฏิบัติ และรัฐควรอำนวยการสร้างแผนงานสนับสนุนให้ครัวเรือนคนไทยทำบัญชีครัวเรือนอย่างต่อเนื่องกัน ๓ ปี ในช่วงเริ่มต้น ทุกจังหวัด   ไม่นานเกินรอเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ก้าวไปสู่การสร้างฐานการพัฒนาที่เข้มแข็ง  โดยเริ่มจากครอบครัวที่เป็นเสมือน  อิฐก้อนแรกของการก่อสร้างรากฐานพระเจดีย์

Share
แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม 2011 เวลา 23:43 น.
 

สังคมออนไลน์ฝ่ายชุมชนและสังคม

  • Facebook: pages/ฝ่ายชุมชนและสังคม-ฝ่าย-4/120902244653625

เว็บไซต์งานวิจัยเพื่อพัฒนาทั้งพื้นที่ http://abc.trf.or.th โดยฝ่ายชุมชนและสังคม (ฝ่าย 4)

ขอสงวนลิขสิทธิ์สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537