งานวิจัยเพื่อพัฒนาทั้งพื้นที่ (ABC: Area-Based Collaborative Research)
เที่ยวตามตรอกเมือง'สองแคว' PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2013 เวลา 08:56 น.

          

 

          เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ศาลหลักเมืองพิษณุโลก นายปรีชา เรืองจันทร์ ผวจ.พิษณุโลก เป็นประธานเปิดงาน "สีสันใหม่ในสองแคว เที่ยวตามตรอกออกตามถนน" ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และเทศบาลนครพิษณุโลก จัดขึ้นเพื่อนำเสนอผลการวิจัยการแนะนำเส้นทางการท่องเที่ยว ในหัวข้อ "เที่ยว 10 ย่าน เทศบาลนครพิษณุโลก ชวนเที่ยวเข้าตามตรอกออกตามถนน" ซึ่งนายจิรวัฒน์ พิระสันต์ หัวหน้าโครงการวิจัย ได้พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมโดยชุมชน โดยรวบรวมข้อมูลต่างๆ ตีพิมพ์เป็นหนังสือและแผ่นพับ


          นอกจากนี้ นายแอนโทนี่ ฮาร์ฟีลด์ ยังนำเสนอแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญใน 3 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และพิจิตร รวมทั้งนำเสนอหนังสั้นแนะนำการท่องเที่ยวในเทศบาลนครพิษณุโลก เรื่อง "เส้นทางนี้มีรัก" เพื่อประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของชุมชนให้เป็นที่แพร่หลายยิ่งขึ้น

 

--

ที่มา : ข่าวสด (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2013 เวลา 09:12 น.
 
Collaboration in research a boon for local communities PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2013 เวลา 08:50 น.

        

          The Thailand Research Fund (TRD) and Ubon Ratchathani University have joined forces to conduct area-based collaborative research (ABC).
          Results from some ABC research projects have already been used for finding solutions to problems faced by local communities. For example, a project to promote safe rice in Ubon Ratchathani using safe manufacturing methods is seeking support from government agencies, academics, and civil society to promote its production in the province.
          The project was launched early last year in response to the high costs farmers incurred as a result of using chemical pesticides and fertilisers. Heavy reliance on chemicals is also damaging soil conditions and spreading plant disease, according to the research.
          TRD deputy director Silaporn Buasai said her agency and the Ubon Ratchathani University had signed a Memorandum of Understanding (MoU) to collaborate on ABC research.
          She was speaking during a recent seminar called "ABC Research Builds Knowledge and Creates New Opportunities".
          From 1997 to 2012, TRF funded 144 research projects in Ubon Ratchathani. These projects focus on a whole range of social, health and economic issues - ranging from education to database systems for community development.
          "In addition to research, we have also provided management support," said Silaporn.
---

ที่มา : The Nation ฉบับวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2013 เวลา 09:28 น.
 
เปิด 10 ย่านท่องเที่ยวเมืองสองแคว ผ่านงานวิจัย สกว. PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2013 เวลา 08:35 น.

         

      'พระพุทธชินราชงามเลิศ ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา' คำขวัญนี้จะเป็นที่ไหนไปได้ ถ้าไม่ใช่ จังหวัดพิษณุโลก และได้ชื่อว่าเป็นเมืองสองแควอันเนื่องจากพื้นที่ตั้งของเมืองอยู่ระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำแควน้อย
          วันนี้ พิษณุโลก มีความหมายอย่างไร ล่าสุดในงานแถลงข่าวเปิดเส้นทางท่องเที่ยว 'สีสันใหม่ในสองแคว เที่ยวตามตรอกออกตามถนน' บริเวณริมแม่น้ำน่าน ฝั่งศาลหลักเมืองพิษณุโลก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ยามพระอาทิตย์อัสดง ของวันที่ 27 เมษายน ที่ผ่านมา ได้สร้างสีสันความหวังให้กับชาวเมืองสองแคว ได้มีความภาคภูมิใจในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง เพราะในงานแถลงข่าวนี้ ได้ตกผลึกแนวทางที่จะทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติ สนใจในมนต์เสน่ห์ของเมืองสองแคว ให้มิใช่เพียงแวะเวียนมาไหว้ สักการะพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) แล้วลาจากไป..เท่านั้น

 


          ปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานแถลงข่าวและเปิดงาน 'สีสันใหม่ในสองแคว เที่ยวตามตรอกออกตามถนน' โดยมี ศ.ดร.สุจินต์ จินายน อธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร เปรมฤดี ชามพูนท ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก ณัฐทรัชต์ ชามพูนท นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก ดร.ลีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ผู้นำชุมชนทั้ง 54 ชุมชน และประชาชนชาวพิษณุโลก ร่วมเปิดงาน 'สีสันใหม่ในสองแคว เที่ยวตามตรอกออกตามถนน'
          ซึ่งกระบวนการการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมโดยชุมชนในเขตเทศบาลเมืองพิษณุโลก ถือว่าเป็นต้นแบบความรู้ สู่การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในเขตเทศบาล เพื่อตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างแท้จริง
          โดยมุ่งสืบค้นข้อมูลผ่านงานวิจัยการท่องเที่ยว 54 ชุมชนในเขตเทศบาล สู่การท่องเที่ยวโดยใช้องค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรม ซึ่งนับได้ว่าเป็นโครงการนำร่องที่สร้างทางเลือกในการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประสพผลสำเร็จอีกขั้น จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ และภาคเอกชน ภายใต้การดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยนเรศวร และเทศบาลนครพิษณุโลก ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย


          ทั้งนี้ งานแถลงข่าว 'สีสันใหม่ในสองแคว เที่ยวตามตรอกออกตามถนน' ได้นำเสนอผลการวิจัย และแนะนำเส้นทางการท่องเที่ยวใน 10 ย่านเทศบาลนครพิษณุโลก เที่ยวเข้าตามตรอกออกตามถนน ของ รศ.ดร.จิรวัฒน์ พิระสันต์ หัวหน้าโครงการวิจัยการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมโดยชุมชนในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก จากการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่ตีพิมพ์เป็นหนังสือและแผ่นพับเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เรื่องราวเส้นทางต่างๆ ให้ประชาชนได้รับทราบ

 


          โดย 10 ย่านท่องเที่ยวเมืองสองแคว ที่บ่งบอกความเป็นเมืองพิษณุโลก ประกอบด้วย 1.ย่านสำนึกแห่งชาติพันธุ์พุทธ คริสต์ อิสลาม 2.ย่านวัด 3.ย่านโบราณสถานเมืองเก่าพระราชวังจันทน์ 4.ย่านศิลปวัฒนธรรม 5.ย่านตลาดใต้
          วัดท่ามะปราง 6.ย่านเที่ยวสบายสายมิตรภาพ 7.ย่านบ้านคลอง คอกสุนัขบางแก้ว 8.ย่านพุทธศาสนสถาน นอกเขตกำแพงเมือง 9.ย่านการเรียนรู้และอยู่อย่างพอเพียง และ 10.ย่านค้าทอง ดาวทาวน์
          ทั้งหมดข้างต้น ยากที่จะปฏิเสธ ว่างานวิจัยเส้นทางท่องเที่ยว 'สีสันใหม่ในสองแคว เที่ยวตามตรอกออกตามถนน' สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม สร้างมิติใหม่ของการท่องเที่ยวที่สามารถซึมซับวัฒนธรรม ทั้งยังเพิ่มคุณค่าการท่องเที่ยวให้กับผู้มาเยือน ในชุมชนในเขตเทศบาลเมืองพิษณุโลก อันจะส่งผลประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวและความภูมิใจในอัตลักษณ์ที่แสดงความเป็นตัวตน ซึ่งควรค่าต่อการอนุรักษ์สืบไป

 

---

ที่มา : เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 10 - 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

 
คอลัมน์ หนึ่งวันกับหนึ่งคน: ไม้ใต้น้ำที่เมืองอุบลฯ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2013 เวลา 08:44 น.

        

              เมืองอุบลราชธานี-เป็นเมืองเดียวในเมืองไทยที่มีคำว่า "ราชธานี" แสดงความยิ่งใหญ่-สำคัญของเมือง เมืองนี้เป็นประตูสู่ชายแดน สปป.ลาว ยิ่งการเปิดประตูประเทศใกล้เข้ามา เมืองนี้ยิ่งมีบทบาทต่อการค้าการลงทุนด้านอีสานใต้มากขึ้น
        ฉายาของเมืองนี้คือ "เมืองดอกบัวงาม" อยู่ห่างจากเมืองหลวงราว 629 กิโลเมตร มีประชากรกว่า 1.8 ล้านคน ด้วยคำขวัญประจำจังหวัดว่า "เมืองดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม"
          เมืองนี้ เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย-สกว.ลงพื้นที่ให้ทุนหนุนการวิจัยต่อเนื่องหลายปีมาแล้ว ซึ่งมักจะผ่านไปยังสถาบันการศึกษาในท้องถิ่นนั้นๆ งานนี้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีรับหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงองค์ความรู้แล่นไหลไปยังชุมชนท้องถิ่น
          ที่นี่มีเขื่อนใหญ่ 2 แห่ง คือ เขื่อนสิรินธร และเขื่อนปากมูล รู้กันล่ะว่า เมื่อต้องสร้างเขื่อนย่อมต้องมีอ่างน้ำขนาดยักษ์เก็บกักน้ำไว้เหนือสันเขื่อน เป็นการบริหารจัดการทดน้ำ แล้วปล่อยตามปริมาณที่เหมาะสม มิให้ไหลเอื่อยผ่านไปสู่เบื้องล่างอย่างสูญเปล่า
          เมื่อมีอ่างน้ำขนาดยักษ์ น้ำย่อมเอ่อ ท่วม จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ รัฐบาลมีการตั้งนิคมผู้อยู่อาศัยให้กับหลายครอบครัว ส่วนทรัพยากรป่าไม้ก็มีผู้มาประมูลตัดไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ตอไม้จำนวนมากจึงจมอยู่ก้นอ่าง
          ชาวบ้านที่นี่มีฝีมือในการทำเฟอร์นิเจอร์ พวกเขาจึงมีแหล่งวัตถุดิบอยู่ใต้น้ำนี่เอง พวกเขาดำดิ่งลงไปในน้ำลึกกว่า 30 เมตร ลุยลงไปพื้นอ่างเพื่อขุดตอไม้ขึ้นมา ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านที่โยงสายยางเป็นท่อออกซิเจนหายใจ ขุดขึ้นมาจนแปรรูปกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์คุณภาพดี ที่มีไม้ชุ่มอิ่มน้ำเป็นวัตถุดิบชั้นดี จนโด่งดังจาก "ไม้ใต้น้ำ" จำนวนมหาศาล
          ต่อมา ดร.จริยาภรณ์ อุ่นวงษ์ นักวิชาการหัวใจเป็นนักวิจัย เธอสังเกตว่าทรายจากแม่น้ำมูลน่าจะนำมาทำกระดาษทรายคุณภาพ ใช้ขัดผิวไม้งานเฟอร์นิเจอร์ได้ดี จึงมาคุยกับชาวบ้าน แต่แล้วโจทย์วิจัยเปลี่ยนข้าง ชาวบ้านต้องการใช้ประโยชน์จากเศษไม้ที่มีอยู่ ว่าจะนำไปทำอะไรดีล่ะ
          คุยกันไป-มาจึงออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ "ขี้ไต้" เป็นเชื้อไฟสมุนไพร ปลอดสารพิษ ฟังดูดีมีราคาขึ้นมาทันใด อีกอย่างคือ การอัดเป็นถ่านแท่ง
          น่าใช้ นักวิจัยกับชาวบ้านจึงเป็น "เกลอ" กันอย่างสนิทใจ
          งานวิจัยอีกเรื่องที่น่าสนใจ ไหนๆ สกว.มาลงพื้นที่แล้ว คือเรื่องการค้นพบสนามบินลับ เขมราฐ กับการกู้ชาติร่วมกับเสรีไทย สนามบินนี้มีอยู่จริงหรือ จากการศึกษาข้อมูลของเยาวชนท้องถิ่น พวกเขาค้นคว้าจนพบว่าสนามบินแห่งที่กล่าวถึงนี้มีจริง!!! จนได้รับรางวัลยุววิจัยดีเด่น
          เห็นได้ชัดแล้วใช่ไหมว่า งานวิจัยหากใช้โจทย์ของชาวบ้านเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่นักวิจัยคิดอยากทำอะไรเป็นอยากทำ ไม่สนใจว่าจะวางบนหิ้งเมื่อแล้วเสร็จ หรือว่ามีคุณค่าเชิงใช้สอยให้ร่วมปลาบปลื้มใจกันนั้น เป็นแนวคิดว่านับวันจะเพิ่มขยายตัวขึ้น คุ้มค่ากับเงินลงทุน ช่วยให้ประเทศมีเสถียรภาพ และเตรียมการไว้สำหรับคนรุ่นใหม่
          เห็นทีในยามนี้คนอีสานคงรักถิ่นฐานกันก็คราวนี้ ข้อหาเดิมที่ทิ้งเชื้อไว้ว่า คนอีสานชอบย้ายถิ่นฐานไปทำงานในเมืองหลวง คงน้อยลงได้แน่ๆ...

---

ที่มา : ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

 
รายงานพิเศษ: ฟ้อนกลองตุ้ม สานวัฒนธรรมไทย-ลาว PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2013 เวลา 08:19 น.

         

        "อุบลราชธานี"ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จึงทำให้วัฒนธรรมประเพณีมีความคล้ายคลึงกันมาก จนเปรียบเสมือนเป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน ยกตัวอย่างเช่น "ฟ้อนกลองตุ้ม"การละเล่นพื้นบ้านของชาวบ้านหนองบ่อ จ.อุบลราชธานี ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 200 ปี
          คำล่า มุสิกาอาจารย์คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำการค้นคว้าเพื่อรวบรวมประเพณีเก่าแก่ของพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เล่าให้ฟังว่าฟ้อนกลองตุ้มเป็นการแสดงในประเพณีบุญบั้งไฟช่วงเดือน 6 ของอีสาน การฟ้อนแสดงถึงความเชื่อของชาวอีสานที่มีต่อพระยาแถน โดยมีความเชื่อว่าพระยาแถนเป็นผู้สร้างโลก สามารถบันดาลความอุดมสมบูรณ์มาสู่มนุษย์ได้ ดังนั้น จึงเป็นการแสดงเพื่อขอฝนให้ตกลงมาในพื้นที่นั้น เพื่อให้ช่วยบรรเทาความแห้งแล้ง
          "หากใครสังเกตจะเห็นว่าการฟ้อนกลองตุ้ม ผู้แสดงชายมักจะแต่งกายเป็นหญิง เนื่องจากในอดีตผู้แสดงเป็นชายล้วน แต่ต่อมามีผู้แสดงหญิงเข้าไปร่วมด้วย จึงมีการแต่งกายสลับกัน เพื่อให้คลำกัน(เกิดความรู้สึกสนุกสนาน) เพื่อให้พระยาแถนพอใจแล้วประทานฝนให้"
          สำหรับรูปแบบและเอกลักษณ์การแสดงของบ้านหนองบ่อมีความต่างไปจากกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ได้แก่ อุบลราชธานียโสธร และศรีสะเกษ คือ นำ "ซวยมือ"หมายถึงกรวยสำหรับใส่นิ้วมือมาสวมใส่นิ้วมือทั้งสิบของผู้ฟ้อนเพื่อให้เกิดความสวยงาม
          ส่วนการฟ้อนจะเป็นการฟ้อนถอยหลัง เพราะมีความเชื่อว่าหากฟ้อนเดินหน้าเวลาย่อตัวแล้วจะดูไม่สวยงาม โดยในขบวนฟ้อนจะให้ผู้อาวุโสอยู่แถวหน้าเพื่อแสดงถึงการให้เกียรติและความเคารพนับถือ
          เครื่องแต่งกายของผู้ฟ้อนเป็นเสื้อไหมย้อมมะเกลือสีดำเข้ม ผู้ชายจะนุ่งผ้านุ่งลายน้ำไหล ส่วนผู้หญิงจะนุ่งซิ่นลายหอปราสาทผึ้ง ซึ่งสะท้อนถึงที่มาของประเพณีแห่เทียนขี้ผึ้งเข้าพรรษาของอุบลราชธานี มีตุ้มขลิบอยู่ข้างหน้า ประดับด้วยสักยัน (ยอดตาลสาน) เป็นสังวาล
          เครื่องดนตรีของฟ้อนกลองตุ้มมีเพียง2 ชิ้น ได้แก่พางฮาดที่เป็นฆ้องขนาดเล็กที่ไม่มีปุ่มตรงกลางและกลองตุ้ม โดยกลองตุ้มจะขึงด้วยหนังสัตว์ทั้งสองด้านมีลักษณะคล้ายกลองเพลแต่ขนาดเล็กกว่า ตามทัศนคติของชาวบ้าน เชื่อว่าเสียงของกลองตุ้มเหมือนเสียงฟ้าร้องดังตุ้ม ตุ้ม เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วจะรู้สึกตื่นเต้นกระตือรือร้น ชวนให้อยากออกมาฟ้อนรำ
          ขณะที่การเจ่ย (เซิ้งหรือขับร้อง) จะมีสำเนียงเหมือนภาษาลาว (เวียงจันทน์) เนื่องจากสมัยก่อนชาวลาวได้อพยพย้ายถิ่นเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่บ้านหนองบ่อจึงได้รับวัฒนธรรมสืบทอดกันมา โดยเนื้อหาของการเจ่ยนั้นมักจะใช้คำที่ไม่สุภาพและมีเนื้อหาเกี่ยวกับวิถีชีวิตหรือการหยอกล้อกันกับเพศตรงข้าม เพื่อความสนุกสนานหลังจากเสร็จสิ้นจากการทำนา
          แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า ใช่ว่าจะไปเจ่ยแบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้ เพราะหากไปเจ่ยนอกพิธีการแล้วก็จะถือว่าผิดและอาจงานเข้าได้!!!
          ว่าแล้วก็มีตัวอย่างบทเจ่ยที่ใช้แซวแม่ยายเกี่ยวกับลูกเขยให้ฟังหนึ่งท่อน ดังนี้ "แม่เฒ่าเอ๋ยลูกเขยมาแล้ว มาฮอดแล้วมาขอแพร่กระบอง เจ้ามีสองให้ข่อยเล่มหนึ่ง เจ้ามีหนึ่งกะหักกะบันกัน ดันสาวให้แล้วให้พรลาวแน่ ให้เสียลูกแพร่คือกะปู่ยาวมา โอ้ โฮ๊ะ โอ โฮ๊ะ โอ้ โฮ๊ะ โอ..."
          และนี่ก็เป็นอีกวัฒนธรรมหนึ่งที่สะท้อนถึงชาติพันธุ์และสายสัมพันธ์ของคนชาติอาเซียน

---


ที่มา : โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 โดย ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 3 จาก 25

สังคมออนไลน์ฝ่ายชุมชนและสังคม

  • Facebook: pages/ฝ่ายชุมชนและสังคม-ฝ่าย-4/120902244653625

เว็บไซต์งานวิจัยเพื่อพัฒนาทั้งพื้นที่ http://abc.trf.or.th โดยฝ่ายชุมชนและสังคม (ฝ่าย 4)

ขอสงวนลิขสิทธิ์สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537