งานวิจัยเพื่อพัฒนาทั้งพื้นที่ (ABC: Area-Based Collaborative Research)
"พระเทพฯ"ทรงระดมสมองหยุดรุกป่า-รักษาต้นน้ำน่าน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันอังคารที่ 11 มีนาคม 2014 เวลา 11:04 น.

         

         

          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิดสัมมนาโครงการ "รักษ์ป่าน่าน" ระดมสมองทุกภาคส่วน หยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำน่าน หลังเสียหายเฉลี่ยปีละ 1.46 แสนไร่ ด้าน "บัณฑูร" ระบุไทยสอบตกการแก้ปัญหาบุกรุกป่า เสนอแนะหาเจ้าภาพระดับชุมชนดูแลพื้นที่ป่าทุกตำบล
          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ไปเป็นองค์ประธานเปิดการสัมมนาเชิงวิชาการ โครงการ "รักษ์ป่าน่าน" ณ ศูนย์การเรียนรู้และบริการ เครือข่ายแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจังหวัดน่าน  ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน วันที่ 10 มี.ค. 2557 เพื่อแสวงหาแนวทางและวิธีการที่จะหยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่าน่านอย่างแท้จริง โดยมีวิธีการที่จะให้ประชาชนผู้อาศัยกับป่าไม้ สามารถดำรงชีพตามวิถีชีวิตการทำมาหากินกับป่าได้
          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบรรยายเรื่อง "การสร้างสำนึกในเด็กและเยาวชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ" ว่า จังหวัดน่านเป็นจังหวัดที่น่าอยู่จังหวัดหนึ่ง การที่ได้เดินทางมาจังหวัดน่านหลายครั้ง ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่เป็นปัญหาอยู่มาก ได้แก่ ปัญหาพื้นที่ป่าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้สภาพสมดุลตามธรรมชาติสูญเสีย มีผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การฟื้นฟูป่าให้ดีขึ้น หาทางให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ ก็จะสามารถแก้ปัญหาสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชนได้ แม้จะต้องใช้เวลานาน แต่ถ้าไม่เริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้ ปัญหาก็จะทวีความรุนแรงขึ้น
          "หวังว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็น การกระตุ้นให้หน่วยงานต่างๆ ทั่วทั้งจังหวัดน่าน ตลอดจนประชาชนที่เป็นเจ้าของ จังหวัด เห็นความสำคัญของปัญหา และร่วมแรง ร่วมใจในการแก้ปัญหา หาวิถีทางที่จะคง สภาพป่า เพื่อให้จังหวัดน่านสวยงามยิ่งขึ้น ประชาชนได้รับผลบุญทั่วกัน และช่วยกัน รักษาไว้ให้เป็นมรดกตกทอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ต่อไป"
          เมื่อก่อนมีโครงการที่ชื่อว่า "น่านเขียวขจี" ประมาณ พ.ศ. 2520 กว่าๆ แต่ต่อมาเขียวขจีน้อยลง เมื่อเดือนพ.ย. 2538 ข้าพเจ้าได้ พานักเรียนนายร้อย จปร. มาทัศนศึกษา ดูงานที่จังหวัดน่าน ได้ทำคู่มือทัศนศึกษาจังหวัดน่านไว้ มีข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ที่ได้ จากทางจังหวัดน่าน ส่วนหนึ่งกล่าวถึงป่าไม้ของจังหวัดน่าน โดยมีอาจารย์ของโรงเรียนนายร้อย จปร. เป็นผู้รวบรวม  มีใจความตอนหนึ่งว่า
          "พื้นที่ป่าไม้ของจังหวัดน่านในปัจจุบันลดลงเรื่อยๆ เพราะถูกบุกรุกทุกปี โดยเฉพาะพื้นที่สูง ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีพื้นที่ราบน้อย การบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าส่วนใหญ่เพื่อทำการเกษตรในรูปของการทำไร่เลื่อนลอย ข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2507 มีพื้นที่ป่าจำนวน 6,251,400 ไร่ หรือ 87.19% ของจังหวัด ต่อมาข้อมูลในปี พ.ศ. 2538 มีพื้นที่ป่าจำนวน 3,263,750 ไร่ หรือ 45.66% มีพื้นที่ป่าถูกบุกรุกไปทั้งสิ้น 2,977,700 ไร่ หรือถูกบุกรุกเฉลี่ย ปีละ 146,000 ไร่"
          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบรรยายอีกว่า จากการพูดคุยกับหลายหน่วยงาน ต่างเปรียบป่าไม้ เสมือน "ซูเปอร์มาร์เก็ต" จะใช้อะไรก็ไปหาได้ในป่า ปัจจัย 4 ทั้ง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และ ยารักษาโรค ป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์จะช่วยป้องกันน้ำท่วม ดินถล่ม ความแห้งแล้ง เริ่มต้นโครงการอาหารและโภชนาการในโรงเรียน  เพราะว่าเป็นสถานที่ที่ทุกหน่วยงานสามารถเข้าถึงได้ เริ่มจากการปลูกต้นไม้เล็กๆ น้อยๆ ปลูกผัก พืชไร่ ให้ความรู้ว่าเมื่อบริโภคผักผลไม้แล้วจะทำให้ร่างกายแข็งแรงสมองดี
          "ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เรื่องป่าเขาลำเนาไพร มาตั้งแต่ยังเยาว์วัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า การรักษาป่าไม้ ถ้าคนไม่ไปรังแกป่า ป่าก็จะกลับคืนธรรมชาติได้เอง เมื่อก่อนชาวบ้านถางป่า ทำไร่เลื่อนลอยจึงไม่รุนแรงนัก ต่อมามีการทำลายป่าที่ ทันสมัยขึ้น มีเลื่อยไฟฟ้า ทำให้การทำลายป่าลุกลามอย่างรวดเร็ว หรือใช้วิธีเผาป่าทั้งภูเขาเพื่อให้มีพื้นที่ในการทำมาหากินมากขึ้น"
          ที่จังหวัดน่านไม่พูดถึงการตัดไม้เป็นไม้เถื่อนแล้ว แต่ตัดไม้เพื่อปลูกพืชไร่อย่างเดียว สัตว์ตามธรรมชาติหมดไป เป็นการเผา ซูเปอร์มาร์เก็ตให้หมดไป จึงอยากใช้เรื่องป่าไม้ เป็นสื่อการเรียนการสอนที่ดีที่สุดไปยังเด็กๆ ใช้รูปภาพไฟไหม้ป่า เผาป่า จะได้เห็นภาพที่น่าสังเวช แล้วจะได้ไม่ทำ อยากให้พิจารณาว่า ป่าไม้เป็นสิ่งสวยงาม เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เป็นสมบัติของทุกคน เราจะได้เกิดความหวงแหน ไม่อยากทำลาย
          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ทรงย้ำว่า เน้นเด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลาง ให้เด็กลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง มีชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และเชื่อมโยงกับทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนที่อยู่รอบตัว สอนให้เด็กมีความรู้ ความเข้าใจ เห็นความงดงาม ความน่าสนใจ เกิดความรัก ความผูกพัน หวงแหนในทรัพยากรของตนต่อไป
          ทางด้าน นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า โครงการ "รักษ์ป่าน่าน" เป็นความร่วมมือของ สำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กองทัพบก และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้สนับสนุน และประสานงาน ตามแนว พระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่าไม้ในจังหวัดน่านอย่างยั่งยืน และรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมของประเทศ
          "โจทย์คือ จังหวัดน่าน ที่มี 15 อำเภอ 99 ตำบล 900 หมู่บ้าน มีพื้นที่ประมาณ 7.6 ล้านไร่ เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่มากใน 10 อันดับต้นๆ ของเมืองไทย ชาวน่านจะอิงชีวิตอยู่กับริมลำน้ำน่าน ซึ่งเป็นลำน้ำสำคัญของ แม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลไปจนถึงกรุงเทพฯ ริมน้ำเป็นส่วนใหญ่ อนุกรักษ์ธรรมชาติเป็นของคู่กัน จนถึงกรุงเทพฯ ลุ่มแม่น้ำน่านมีมวลน้ำถึง 40% เป็นผลของการศึกษาของสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำรวจปริมาณน้ำที่ไหลลงมาจากต้นน้ำทั้งสี่ ของประเทศไทย เป็นตัวเลขที่ได้มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า เป็นข้อมูลที่สะท้อนความเป็นจริง"
          น่าน เป็นจังหวัดที่มีภูเขามากที่สุดในประเทศไทย 87.2% หรือประมาณ 6.4 ล้านไร่ นอกนั้นเป็นที่ราบริมลำน้ำเพียง 12.8% เท่านั้น แต่ปัจจุบันป่าหายไปเรื่อยๆ การเก็บสถิติเป็นประเด็นสำคัญ วิธีที่ดีที่สุด ก็คือ ใช้ดาวเทียมสำรวจข้อมูลป่าไม้เมืองน่าน สามารถย้อนข้อมูลได้กว่า 20 ปี ดาวเทียมดวงแรกเป็นของสหรัฐอเมริกา แต่เพิ่งหมดสภาพไปเมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ.2556) แต่ยังมีดาวเทียมดวงที่สองชื่อ ดาวเทียมไทยโชค ที่ยิงขึ้นไป เมื่อปี พ.ศ. 2551 ผลการสำรวจเป็นที่น่าตกใจ ว่า กราฟการทำลายป่าตกลงอย่างน่าตกใจ ป่าไม้น่านหายไป เปรียบเสมือนมะเร็งร้ายทำลายไปเรื่อยๆ
          "ที่ผ่านมา มีหลายหน่วยงานที่พยายามแก้ไขปัญหานี้ ไม่ใช่ไม่มีใครทำดี ทุกคนพยายามสกัดกั้นปัญหานี้ ทั้งปลูกป่า ห้ามตัดป่า กั้นไม่ให้มาตัดป่า รวมทั้งวิธีการทางนิติศาสตร์ แต่ความตั้งใจที่ผ่านมา ไม่เพียงพอ แนวโน้มอีกหนึ่งประการที่น่าสนใจ คือ ราคาพืชไร่ ยางพารา มูลค่าของการใช้ยากำจัดศัตรูพืชที่มีความโยงใยอย่างชัดเจน สะท้อนความเป็นจริงเศรษฐกิจของมนุษย์ ที่ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อหากินตามพื้นที่ที่มีจำกัด เมื่อพื้นที่มีไม่พอ ก็ต้องขยายกระเถิบเป็น วงกว้างออกไปเรื่อยๆ ในที่สุดเป็นการทำลายบ้านตัวเองในอนาคต"
          นายบัณฑูร กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาบุกรุกป่า ว่า เราอย่าหลอกตัวเอง ต้องหายุทธศาสตร์ที่มากกว่าเดิมที่ทำอยู่แล้ว เป็นยุทธศาสตร์ที่จะล้อมปัญหาให้อยู่ในกรอบให้จับต้องได้ ติดตามผลเป็นตัวเลขได้เป็น รายปี โดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นตัวช่วย ในการเก็บตัวเลข และสามารถลงลึกได้ถึงระดับตำบลทั้ง 99 ตำบลของจังหวัดน่าน หาหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพหลัก ต้อง รับผิดชอบ ต้องขึ้นเวทีนี้ทุกปี มาตอบความคืบหน้าทุกปี
          "ใช้อำนาจของชุมชนทั้ง 99 ตำบล มาเป็นตัวตั้งในการแก้ปัญหา มี 3 ฝ่าย นายก อบต. กำนัน และประธานสภาองค์กรชุมชน ที่จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาให้ได้ เพื่อความก้าวหน้าและยับยั้งปัญหาของชุมชนนั้นๆ ให้ได้ ต้องแจกงานกันไปแบบนี้ ถึงจะมีหน่วยงานที่ทุกปีต้องมาวัดผลจากคะแนนสอบ แต่องค์กรอื่นๆ ทั้งในเมืองน่าน ทั้งจากที่อื่นที่มีองค์ความรู้มากมาย ต้องมาให้การสนับสนุน ให้ความรู้ในการแก้ปัญหาให้ได้ผล"


---

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

 
สำนักประสานงาน ชุดโครงการ “การวิจัยและพัฒนาเชิงพื้นที่ภาคใต้ตอนกลาง” สังกัด สกว. จัดประชุมระดมสมอง“การปฏิรูปการศึกษาเพื่อทักษะในศตวรรษที่ 21 ของเยาวชนสงขลา" หวังให้ผู้เรียนก้าวสู่อาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันพฤหัสบดีที่ 06 มีนาคม 2014 เวลา 10:41 น.

           

       เมื่อวันที่ 26ก.พ.57 เวลา 09.00 น. ที่ ห้องประชุมเลิศพัฒน์ สำนักวิจัยและพัฒนา อาคารศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ ชั้น 12 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สำนักประสานงาน ชุดโครงการ “การวิจัยและพัฒนาเชิงพื้นที่ภาคใต้ตอนกลาง” สังกัด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดประชุมระดมสมอง“การปฏิรูปการศึกษาเพื่อทักษะในศตวรรษที่ 21 ของเยาวชนสงขลา" โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ หน่วยงานราชการ (เทศบาล/ อบจ.) , ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา , ผู้อำนวยการโรงเรียน จ.สงขลา , ภาคประชาชน (สมาคมผู้ปกครอง/ กรรมการสถานศึกษา) และสื่อมวลชน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไชยวรรณ วัฒนจันทร์ ชุดโครงการ “การวิจัยและพัฒนาเชิงพื้นที่ภาคใต้ตอนกลาง” สกว. เปิดเผยว่า การศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีการให้ความสำคัญกับเครื่องมือเพื่อแสวงหาความรู้มากกว่าเนื้อหาความรู้ ประกอบกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการสื่อสาร ทำให้ผู้เรียนสามารถค้นหาความรู้ได้ด้วยตนเองจากแหล่งต่างๆมากมายและตลอดเวลาที่ต้องการ ดังนั้น บทบาทของครูอาจารย์ในการสอนจึงเปลี่ยนแปลงไปจากการยืนหน้าชั้น มาเป็นการกระตุ้นและอำนวยความสะดวกในการเรียน ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองให้มากที่สุด จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องทบทวนและให้ความสำคัญกับการพัฒนา “ครู” และ “หลักสูตร”เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และเพื่อจัดการศึกษาเรียนรู้ในยุคใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
 
 
 
โดยสำนักประสานงานการวิจัยและพัฒนาเชิงพื้นที่ภาคใต้ตอนกลาง จึงจัดการประชุมระดมสมอง ABC-Forum “การปฏิรูปการศึกษาเพื่อทักษะในศตวรรษที่ 21 ของเยาวชนสงขลา” ในครั้งนี้ขึ้น เพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เป็นการนำเสนอการดำเนินงานโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับใช้ในการปฎิรูปการศึกษา และเป็นการสร้างบรรยากาศทางวิชาการและความร่วมมือระหว่างเครือข่ายนักวิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และสื่อมวลชน กิจกรรมในวันนี้ประกอบด้วย การบรรยาย เรื่อง “การบูรณาการงานศึกษา เพื่อทักษะในศตวรรษที่ 21 ของเยาวชนสงขลา” โดย รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ (หัวหน้าโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากบมจ.ธนาคารกสิกรไทย และ สกว.) , การระดมสมอง “การปฎิรูปการศึกษา เพื่อทักษะในศตวรรษที่ 21 ของเยาวชนสงขลา” โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา , เทศบาลนครสงขลา , เทศบาลนครหาดใหญ่ , สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสงขลา , คณะศึกษาศาสตร์ ม.ทักษิณ , คณะครุศาสตร์ ม.ราชภัฏสงขลา , คณะศิลปศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ , ผู้อำนวยการโรงเรียนภาครัฐและภาคเอกชนในจังหวัดสงขลา , สมาคมผู้ปกครอง , กรรมการสถานศึกษา
---
ที่มา : http://thainews.prd.go.th/centerweb/News/NewsDetail?NT01_NewsID=TNSOC5702260010015   โดยสุธิดา พฤกษ์อุดม / สวท.สงขลา รายงาน 
 
 
ม.พะเยาร่วมสกว.นำวิชาการลงพื้นที่ ตั้งเป้าพัฒนาศักยภาพคน-ความเข้มแข็งชุมชน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 09:08 น.

          ศ.พิเศษ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา (มพ.) เปิดเผยถึงความร่วมมือระหว่าง มพ. และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในการผลักดันโครงการ "พัฒนาคณะเพื่อพัฒนาพื้นที่ด้วยวิชาการ" ด้วยการสนับสนุนคณะต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยให้ริเริ่มและพัฒนางานวิจัยเชิงพื้นที่ตามศักยภาพของแต่ละคณะ ตามแนวคิดงานวิจัย 1 คณะ 1 โมเดล ว่า มพ.ดำเนินโครงการ 1 คณะ 1 โมเดล โดยการนำความรู้ทางวิชาการของแต่ละคณะไปทำงานร่วมพัฒนาแต่ละชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนับเป็นโครงการสำคัญต่อการพัฒนามหาวิทยาลัย ผลของโครงการจะทำให้เกิดการพัฒนาศักยภาพคนและความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งในระยะยาวจะเกิดผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในจ.พะเยาและจังหวัดใกล้เคียง
          ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผอ.ศูนย์เครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบสร้างสรรค์ มพ. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างมพ. และสกว. เริ่มจากการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบสร้างสรรค์ ภารกิจแรกคือการวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ และของมหาวิทยาลัย เพื่อดูความพร้อมและความเหมาะสมก่อนลงพื้นที่ทำวิจัย ผ่านการสนับสนุนทุนวิจัยในโครงการ 1 คณะ 1 โมเดล ที่มีอยู่แล้ว ภายใต้ชื่อโครงการ พัฒนาคณะเพื่อพัฒนาพื้นที่ด้วยวิชาการ ในลักษณะทุนวิจัยร่วมกัน เพื่อให้ทุกคณะได้มีส่วนในการทำวิจัยเชิงพื้นที่ และเกิดเป็นกลไกหรือเส้นทางการบริหารจัดการงานวิจัยของคณะนั้นๆ ต่อไป
          "โครงการร่วมสนับสนุนทุนวิจัยระหว่าง มพ.และ สกว.มีระยะเวลา 1 ปี (ปีงบประมาณ 2557) โดยมีคณะ/วิทยาลัยจำนวน 12 แห่งได้รับทุน ซึ่งแต่ละคณะจะวิจัยในบริบทพื้นที่ที่แตกต่างกันไปในแต่ละแห่งของจ.พะเยา จากผลการดำเนินการในช่วง 3 เดือนแรก ทำให้เห็นฐานความคิดของการพัฒนาโจทย์วิจัยว่ามาจากไหน มีพัฒนาการอย่างไร รวมทั้งเห็นรูปแบบการทำงานร่วมกันของกลุ่มต่างๆ แม้โจทย์วิจัยที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากในพื้นที่ทั้งหมด แต่ได้สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่แต่ละคณะได้ศึกษานั้นมีประโยชน์กับพื้นที่จริงๆ นับเป็นการสร้างวัฒนธรรมการทำงานวิจัยที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม" ดร.กิตติกล่าว

 

--

ที่มา : ข่าวสด ฉบับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

 
ม.พะเยา จับมือ สกว.หนุนคณะในสังกัดพื้นที่ด้วยวิชาการ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 10:17 น.

 

 
ม.พะเยา จับมือ สกว. หนุนคณะในสังกัดพัฒนาพื้นที่ด้วยวิชาการ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 09:59 น.

 มหาวิทยาลัยพะเยา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ผลักดันโครงการ “พัฒนาคณะเพื่อพัฒนาพื้นที่ด้วยวิชาการ” สนับสนุนคณะต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยริเริ่มและพัฒนางานวิจัยเชิงพื้นที่ (ABC) ตามศักยภาพของแต่ละคณะ ตอบโจทย์ปณิธาน ม.พะเยาเพื่อรับใช้สังคม นำร่องปีแรก 12 คณะ 12 เรื่องตามแนวคิดงานวิจัย 1 คณะ 1 โมเดล หวังสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน พร้อมเป็นที่พึ่งให้กับพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยพะเยาดำเนินโครงการ 1 คณะ 1 โมเดล ภายใต้แนวคิดการนำความรู้ทางวิชาการของแต่ละคณะไปทำงานร่วมพัฒนาแต่ละชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นโครงการสำคัญต่อการพัฒนามหาวิทยาลัย ผลของโครงการส่งผลให้เกิดการพัฒนาศักยภาพคนและความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งในระยะยาวจะเกิดผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนทั้งในจังหวัดพะเยาและจังหวัดใกล้เคียง”

ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบสร้างสรรค์ (ABCreative: Area-Based Creative) มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า “ที่ผ่านมาการสนับสนุนงานวิจัยให้แก่ ม.พะเยา มักเป็นไปในลักษณะงานวิจัยแบบรายโครงการที่รับทุนโดยนักวิจัยรายบุคคล โอกาสการสร้างผลกระทบจะค่อนข้างต่ำ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในวงกว้างและสามารถขับเคลื่อนไปได้ทั้งมหาวิทยาลัย จึงนำมาสู่ความร่วมมือกันระหว่าง ม.พะเยา และ สกว. โดยเริ่มจากการสร้างหน่วยบริหารจัดการงานวิจัยใน ม.พะเยา ขึ้นมา คือ ศูนย์เครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบสร้างสรรค์ หรือ ABCreative ภารกิจแรกคือ การวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่และของ ม.พะเยา เพื่อดูความพร้อมและความเหมาะสมก่อนลงพื้นที่ทำวิจัย ผ่านการสนับสนุนทุนวิจัยในโครงการ 1 คณะ 1 โมเดล ของ ม.พะเยาที่มีอยู่แล้ว ภายใต้ชื่อโครงการ ‘พัฒนาคณะเพื่อพัฒนาพื้นที่ด้วยวิชาการ’ ในลักษณะทุนวิจัยร่วมกัน เพื่อให้ทุกคณะได้มีส่วนในการทำวิจัยเชิงพื้นที่ และเกิดเป็นกลไกหรือเส้นทางการบริหารจัดการงานวิจัยของคณะนั้นๆ ต่อไป”

“โครงการร่วมสนับสนุนทุนวิจัยระหว่าง ม.พะเยา และ สกว. ดังกล่าวมีระยะเวลา 1 ปี (ตามปีงบประมาณ 2557) โดยมีคณะ/วิทยาลัยทั้งสิ้นจำนวน 12 แห่งที่ได้รับทุนสนับสนุนวิจัยเชิงพื้นที่ ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยพลังงานและสิ่งแวดล้อม คณะพยาบาลศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละคณะจะทำการวิจัยในบริบทพื้นที่ที่แตกต่างกันไปในแต่ละแห่งของจังหวัดพะเยา จากผลการดำเนินการในช่วง 3 เดือนแรก ทำให้เห็นฐานความคิดของการพัฒนาโจทย์วิจัยว่ามาจากไหน มีพัฒนาการอย่างไร รวมทั้งเห็นรูปแบบการทำงานร่วมกันของกลุ่มต่างๆ แม้โจทย์วิจัยที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากในพื้นที่ทั้งหมด แต่ได้สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่แต่ละคณะได้ทำการศึกษานั้นมีประโยชน์กับพื้นที่จริงๆ นับเป็นการสร้างวัฒนธรรมการทำงานวิจัยที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา กล่าวเสริม

โดยในงานประชุมวิชาการพะเยาวิจัย 2557 ณ ม.พะเยา เมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา (23 ม.ค. 57) ม.พะเยา และ สกว. ได้จัดให้มีการนำเสนอความก้าวหน้าผลงานของโครงการ 1 คณะ 1 โมเดล ภายใต้โครงการวิจัยพัฒนาคณะเพื่อพัฒนาพื้นที่ โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้แก่ Professor Dato' Dr.Saran Kaur Gill , Universiti Kebangsaan Malaysia’s Deputy Vice Chancellor (Industry and Community Partnerships), and Executive Director for AsiaEngage. ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล และ ศ.ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นต่อการขับเคลื่อนงานของ ม.พะเยา โดยสรุปความเห็นได้ว่า “โครงการ 1 คณะ 1 โมเดลนี้ทำให้เห็นความก้าวหน้าในของการทำงานของคณะต่างๆ ใน ม.พะเยา ทั้งด้านการมองบริบทพื้นที่ การพัฒนาโจทย์วิจัยจากปัญหาของคนในชุมชน การออกแบบการทำงานที่มีการเชื่อมโยงการทำงานของสาขาวิชาต่างๆ ในคณะเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาให้กับชุมชน นับเป็นประสบการณ์ก้าวแรกของคณาจารย์ นักศึกษาในการสัมผัสพื้นที่โดยตรง อาจจะเห็นว่าสิ่งที่ทำอาจไม่ใช่คำตอบของปัญหาในระยะต้น แต่เมื่อทำงานกับชุมชนต่อไปอาจารย์และนักศึกษาจะได้รับทักษะ ประสบการณ์ทำงานรับใช้ชุมชน และการจัดปรับงานวิจัยให้เข้ารูปที่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของคนในชุมชน อีกทั้งในมิติของการวิจัยจะมองเห็นโจทย์การทำงานวิชาการที่ลึกขึ้นจากการทำงานพื้นที่ได้ดีมากขึ้น”

ทั้งนี้ ผลงานวิจัยเชิงพื้นที่ที่คณะต่างๆ ได้ริเริ่มทำในพื้นที่แต่ละแห่งของจังหวัดพะเยามีด้วยกันหลายเรื่องจากหลายคณะ อาทิ คณะวิทยาศาสตร์ ที่ทำวิจัยเรื่อง “วิทยาศาสตร์เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในตำบลจุน จังหวัดพะเยา” โดย ดร.สิทธิศักดิ์ ปิ่นมงคลกุล รองคณบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพ คณะวิทยาศาสตร์ ม.พะเยา กล่าวว่า “น้ำจุนโมเดล เป็นการศึกษาวิจัยในพื้นที่ อ.จุน จ.พะเยา ด้วยโจทย์วิจัยที่มาจากปัญหาทรัพยากรในพื้นที่ในเรื่องการแย่งน้ำเพื่อใช้ในการทำมาหากิน ปัญหาการไม่มีระบบเปิด-ปิดประตูน้ำที่ดี ไม่มีการคาดการณ์ถึงปริมาณน้ำว่าจะเพียงพอต่อการทำนาในอนาคต และขาดการมีส่วนร่วมต่างคนต่างตัดสินใจจนนำไปสู่ความขัดแย้ง เหล่านี้นับเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน งานวิจัยได้ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้าไปช่วยในการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการ ด้วยคำนึงถึงองค์ประกอบหลัก 2 ส่วน ได้แก่ เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเชิงปริมาณทำการศึกษาถึงปริมาณของน้ำที่มีอยู่ว่าเพียงพอหรือไม่ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์คำนวณ และเชิงคุณภาพทำการศึกษาผลกระทบต่อความเป็นอยู่ สุขภาวะ และการเพาะปลูกของคนในชุมชน ขณะนี้งานวิจัยดำเนินไปถึงขั้นหลังจากได้แผนที่การใช้น้ำใน อ.จุนแล้ว ทีมวิจัยได้ร่วมกับทาง อบต.จุน อยู่ระหว่างจัดตั้งคณะกรรมการแหล่งน้ำ โดยเน้นตัวแทนที่เป็นคนในชุมชนพื้นที่ที่น้ำไหลผ่าน ซึ่งในการดำเนินของคณะกรรมการชุดดังกล่าวจำต้องมีค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน ทีมวิจัยจึงมองถึงการต่อยอดงานวิจัยในอนาคตที่จะพัฒนาแหล่งน้ำใน อ.จุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดทุนหมุนเวียนใช้จ่าย และเพิ่มรายได้แก่ชุมชนอีกทางหนึ่งไปพร้อมกัน”

ส่วนวิทยาลัยพลังงานและสิ่งแวดล้อม ม.พะเยา ทำวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการจัดงานวิชาการรับใช้สังคม โดยการเรียนรู้ผ่านการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบการใช้วัสดุเศษเหลือทาการเกษตรในชุมชนบ้านโซ้” โดย ดร.สุลักษณ์ สุมิตสวรรค์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ ม.พะเยา อธิบายว่า “ชีวมวลบ้านโซ้โมเดล เป็นการศึกษาวิจัยในพื้นที่ อ.เมือง จ.พะเยา ภายใต้แนวคิดที่ว่า ชุมชนเข้มแข็งด้วยระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหาร พลังงานธรรมชาติ วีถีชีวิตแห่งความสุข โดยโจทย์วิจัยเริ่มมาจากปัญหาหมอกควันที่เกิดจากการเผาตอซังข้าวโพด โดยจะเน้นการสร้างทางเลือกในการจัดการชีวมวลที่เหลือจากการทำการเกษตร วิธีการทำงานของคณะทำงานซึ่งประกอบด้วยทีมวิจัยและตัวแทนจากชุมชน ไม่ได้เป็นการไปบอกว่าเขาควรทำอะไร แต่จะให้ชาวบ้านสะท้อนว่าเขาอยากทำอะไร และที่ผ่านมาเคยทำอะไรบ้างแล้ว วิธีการใดบ้างสำเร็จและไม่สำเร็จ จากนั้นจึงนำวิธีที่ทำสำเร็จนั้นมาพัฒนาต่อยอดให้ดีและมีประสิทธิภาพต่อไป เช่น การทำถ่านอัดแท่งเพื่อจำหน่าย การนำซังข้าวโพดเพื่อหมักขาย แทนการเผาทิ้ง เป็นต้น ขณะนี้ความคืบหน้าของงานวิจัยอยู่ในขั้นรวมกลุ่มและปรึกษาหารือร่วมกับชาวบ้านเพื่อหาแนวทางที่ดี พร้อมวางตัวชี้วัดความสำเร็จของงานวิจัยไว้แล้วจากการวิเคราะห์จุด hot spot ว่าจะลดลงหรือไม่เพียงไร นอกจากนี้ ยังมีแผนต่อยอดงานวิจัยในเรื่องการพัฒนาแท่งอัดซังข้าวโพดชีวมวลที่มีคุณสมบัติให้ความร้อนเหมาะแก่การเป็นเชื้อเพลิงที่ดีต่อไปด้วย”

ในส่วนของคณะพยาบาลศาสตร์ ม.พะเยา ทำวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนด้านการป้องกันโรคเบาหวานด้วยอาหารตามวิถีล้านนา ตำบลแม่ใส อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา” โดย ผศ.ดร.ชณิตา ประดิษฐ์สถาพร อาจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ ม.พะเยา เล่าว่า “งานวิจัยเป็นการศึกษาในพื้นที่ ต.แม่ใส อ.เมือง จ.พะเยา ด้วยโจทย์วิจัยที่มาจากปัญหาสุขภาพของคนในจังหวัดที่จำนวนของประชากรผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตจำนวนสูงมาก เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคของคนที่นี่ชอบรับประทานอาหารหวานและเครื่องเคียงที่มีส่วนเพิ่มความดันโลหิตสูงเป็นปริมาณมาก จากข้อมูลสาธารณสุขในพื้นที่พบว่า มีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันตั้งแต่อายุ 30 ปีด้วยซ้ำ ซึ่งจากการศึกษาถึงความกินดีอยู่ดีของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุยืนยาว พบว่าเหตุผลสำคัญ คือ การบริโภคอาหารที่มีประโยชน์และเสริมสร้างพร้อมช่วยลดอาการเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานและความดัน ทำให้ได้เมนูอาหารต้นตำรับที่เหมาะสมต่อการบริโภคของคนในพื้นที่ เมนูแนะนำ อาทิ ข้าวแคบ ข้าวก่ำหรือข้าวเหนียวดำแบบล้านนา ข้าวพอง(ไม่ใส่ไข่) แกงแค แกงไม่ใส่กะทิ ชุดผักน้ำพริกตาแดง เป็นต้น โดยปัจจุบันงานวิจัยดังกล่าวอยู่ในขั้นการตรวจสอบปริมาณคุณค่าสารอาหารต่างๆ พร้อมกันนี้ มีแผนต่อยอดที่จะพัฒนางานวิจัยในประเด็นจากการบริโภคอาหารที่คนในพื้นที่มักติดในรสชาติ ซึ่งส่วนประกอบเพิ่มรสชาติ เช่น ผงชูรส ผงปรุงรส กะปิ น้ำปา เกลือ ล้วนมีผลเสี่ยงต่อความดันเบาหวาน โดยจะพัฒนา ‘ผงนัว’ ที่ทำจากผักสมุนไพรเพื่อเป็นเครื่องปรุงรส พร้อมเตรียมทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะนำไปขายเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนอีกทางหนึ่ง”

อีกหนึ่งคณะคือ คณะนิติศาสตร์ ทำวิจัยเรื่อง “การคุ้มครองสิทธิชาวไทลื้อในจังหวัดพะเยา” โดย อาจารย์วิทูรย์ ตลุดกำ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย คณะนิติศาสตร์ ม.พะเยา กล่าวว่า “ที่มาของโจทย์วิจัยเริ่มมาจากโครงการศึกษากฎหมายเชิงคลินิกของนักศึกษาที่ลงสำรวจในพื้นที่เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหาการถูกละเมิดสิทธิ ทำให้ได้รับข้อมูลของกลุ่มคนที่ถูกละเมิดสิทธิ และในส่วนของคนไทลื้อยังพบว่า มีหลายกลุ่มทั้งกลุ่มที่ได้รับสัญชาติไทยแล้วและยังไม่ได้รับ ถ้าเป็นเด็กจะมีปัญหาเรื่องกองทุนการศึกษา รวมทั้งในระดับปริญญาตรีจะเรียนสาขาเฉพาะทางไม่ได้ ขณะที่คนสูงอายุจะไม่ได้สิทธิเบี้ยยังชีพ เป็นต้น ปัญหาการไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยดังกล่าว ทำให้ทีมวิจัยเกิดความคิดว่าจะช่วยให้พวกเขาเหล่านั้นได้รับสถานะบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิบริการทางสาธารณสุข เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และสิทธิขั้นพื้นฐานอื่นๆ ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่า มีกลุ่มไทลื้อที่ยังไม่ได้รับสิทธิในพื้นที่พะเยามากกว่า 1,000 คน และเพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิชาวไทลื้ออย่างยั่งยืน ทีมวิจัยมีโครงการจะต่อยอดงานวิจัยในเรื่องการศึกษาปัจจัยที่เป็นตัวสร้างปัญหาหรือสาเหตุที่ทำให้คนไทลื้อในพื้นที่ไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมายต่อไป”

จะเห็นได้ว่า งานวิจัยที่เกิดจากการสนับสนุนทุนวิจัยร่วมกันระหว่าง ม.พะเยา และ สกว. ในโครงการ 1 คณะ 1 โมเดล มีส่วนช่วยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ โดยใช้บริบทพื้นที่เป็นตัวตั้งสำคัญในการพัฒนาโจทย์วิจัย ก่อนจะใช้ความเป็นวิชาการของคณะ/วิทยาลัยต่างๆ ของ ม.พะเยา ในการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนา ทำให้งานวิจัยที่เกิดขึ้น ได้รับการนำประโยชน์ไปใช้ได้อย่างแท้จริง เนื่องจากมีส่วนร่วมของกลุ่มคนทุกภาคส่วน ทั้งจากภาควิชาการของมหาวิทยาลัย ชาวบ้านชุมขนในพื้นที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ โดยมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นผู้รับใช้สังคม สมดังเจตนารมณ์และปณิธานของ ม.พะเยา ในการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคม และเป็นต้นแบบ “พะเยาโมเดล” ที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ สามารถนำไปปรับใช้กับการพัฒนาวิจัยเชิงพื้นที่ในแต่ละมหาวิทยาลัยในแต่ละจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป  

--

ที่มา : สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1467 ประจำวันที่ 2013-12-28 ถึง 2014-01-03

 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 3 จาก 34

สังคมออนไลน์ฝ่ายชุมชนและสังคม

  • Facebook: pages/ฝ่ายชุมชนและสังคม-ฝ่าย-4/120902244653625

เว็บไซต์งานวิจัยเพื่อพัฒนาทั้งพื้นที่ http://abc.trf.or.th โดยฝ่ายชุมชนและสังคม (ฝ่าย 4)

ขอสงวนลิขสิทธิ์สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537