งานวิจัยเพื่อพัฒนาทั้งพื้นที่ (ABC: Area-Based Collaborative Research)
ม.พะเยา จับมือ สกว. หนุนคณะในสังกัดพัฒนาพื้นที่ด้วยวิชาการ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 09:59 น.

 มหาวิทยาลัยพะเยา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ผลักดันโครงการ “พัฒนาคณะเพื่อพัฒนาพื้นที่ด้วยวิชาการ” สนับสนุนคณะต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยริเริ่มและพัฒนางานวิจัยเชิงพื้นที่ (ABC) ตามศักยภาพของแต่ละคณะ ตอบโจทย์ปณิธาน ม.พะเยาเพื่อรับใช้สังคม นำร่องปีแรก 12 คณะ 12 เรื่องตามแนวคิดงานวิจัย 1 คณะ 1 โมเดล หวังสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน พร้อมเป็นที่พึ่งให้กับพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยพะเยาดำเนินโครงการ 1 คณะ 1 โมเดล ภายใต้แนวคิดการนำความรู้ทางวิชาการของแต่ละคณะไปทำงานร่วมพัฒนาแต่ละชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นโครงการสำคัญต่อการพัฒนามหาวิทยาลัย ผลของโครงการส่งผลให้เกิดการพัฒนาศักยภาพคนและความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งในระยะยาวจะเกิดผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนทั้งในจังหวัดพะเยาและจังหวัดใกล้เคียง”

ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบสร้างสรรค์ (ABCreative: Area-Based Creative) มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า “ที่ผ่านมาการสนับสนุนงานวิจัยให้แก่ ม.พะเยา มักเป็นไปในลักษณะงานวิจัยแบบรายโครงการที่รับทุนโดยนักวิจัยรายบุคคล โอกาสการสร้างผลกระทบจะค่อนข้างต่ำ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในวงกว้างและสามารถขับเคลื่อนไปได้ทั้งมหาวิทยาลัย จึงนำมาสู่ความร่วมมือกันระหว่าง ม.พะเยา และ สกว. โดยเริ่มจากการสร้างหน่วยบริหารจัดการงานวิจัยใน ม.พะเยา ขึ้นมา คือ ศูนย์เครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบสร้างสรรค์ หรือ ABCreative ภารกิจแรกคือ การวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่และของ ม.พะเยา เพื่อดูความพร้อมและความเหมาะสมก่อนลงพื้นที่ทำวิจัย ผ่านการสนับสนุนทุนวิจัยในโครงการ 1 คณะ 1 โมเดล ของ ม.พะเยาที่มีอยู่แล้ว ภายใต้ชื่อโครงการ ‘พัฒนาคณะเพื่อพัฒนาพื้นที่ด้วยวิชาการ’ ในลักษณะทุนวิจัยร่วมกัน เพื่อให้ทุกคณะได้มีส่วนในการทำวิจัยเชิงพื้นที่ และเกิดเป็นกลไกหรือเส้นทางการบริหารจัดการงานวิจัยของคณะนั้นๆ ต่อไป”

“โครงการร่วมสนับสนุนทุนวิจัยระหว่าง ม.พะเยา และ สกว. ดังกล่าวมีระยะเวลา 1 ปี (ตามปีงบประมาณ 2557) โดยมีคณะ/วิทยาลัยทั้งสิ้นจำนวน 12 แห่งที่ได้รับทุนสนับสนุนวิจัยเชิงพื้นที่ ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยพลังงานและสิ่งแวดล้อม คณะพยาบาลศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละคณะจะทำการวิจัยในบริบทพื้นที่ที่แตกต่างกันไปในแต่ละแห่งของจังหวัดพะเยา จากผลการดำเนินการในช่วง 3 เดือนแรก ทำให้เห็นฐานความคิดของการพัฒนาโจทย์วิจัยว่ามาจากไหน มีพัฒนาการอย่างไร รวมทั้งเห็นรูปแบบการทำงานร่วมกันของกลุ่มต่างๆ แม้โจทย์วิจัยที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากในพื้นที่ทั้งหมด แต่ได้สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่แต่ละคณะได้ทำการศึกษานั้นมีประโยชน์กับพื้นที่จริงๆ นับเป็นการสร้างวัฒนธรรมการทำงานวิจัยที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา กล่าวเสริม

โดยในงานประชุมวิชาการพะเยาวิจัย 2557 ณ ม.พะเยา เมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา (23 ม.ค. 57) ม.พะเยา และ สกว. ได้จัดให้มีการนำเสนอความก้าวหน้าผลงานของโครงการ 1 คณะ 1 โมเดล ภายใต้โครงการวิจัยพัฒนาคณะเพื่อพัฒนาพื้นที่ โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้แก่ Professor Dato' Dr.Saran Kaur Gill , Universiti Kebangsaan Malaysia’s Deputy Vice Chancellor (Industry and Community Partnerships), and Executive Director for AsiaEngage. ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล และ ศ.ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นต่อการขับเคลื่อนงานของ ม.พะเยา โดยสรุปความเห็นได้ว่า “โครงการ 1 คณะ 1 โมเดลนี้ทำให้เห็นความก้าวหน้าในของการทำงานของคณะต่างๆ ใน ม.พะเยา ทั้งด้านการมองบริบทพื้นที่ การพัฒนาโจทย์วิจัยจากปัญหาของคนในชุมชน การออกแบบการทำงานที่มีการเชื่อมโยงการทำงานของสาขาวิชาต่างๆ ในคณะเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาให้กับชุมชน นับเป็นประสบการณ์ก้าวแรกของคณาจารย์ นักศึกษาในการสัมผัสพื้นที่โดยตรง อาจจะเห็นว่าสิ่งที่ทำอาจไม่ใช่คำตอบของปัญหาในระยะต้น แต่เมื่อทำงานกับชุมชนต่อไปอาจารย์และนักศึกษาจะได้รับทักษะ ประสบการณ์ทำงานรับใช้ชุมชน และการจัดปรับงานวิจัยให้เข้ารูปที่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของคนในชุมชน อีกทั้งในมิติของการวิจัยจะมองเห็นโจทย์การทำงานวิชาการที่ลึกขึ้นจากการทำงานพื้นที่ได้ดีมากขึ้น”

ทั้งนี้ ผลงานวิจัยเชิงพื้นที่ที่คณะต่างๆ ได้ริเริ่มทำในพื้นที่แต่ละแห่งของจังหวัดพะเยามีด้วยกันหลายเรื่องจากหลายคณะ อาทิ คณะวิทยาศาสตร์ ที่ทำวิจัยเรื่อง “วิทยาศาสตร์เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในตำบลจุน จังหวัดพะเยา” โดย ดร.สิทธิศักดิ์ ปิ่นมงคลกุล รองคณบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพ คณะวิทยาศาสตร์ ม.พะเยา กล่าวว่า “น้ำจุนโมเดล เป็นการศึกษาวิจัยในพื้นที่ อ.จุน จ.พะเยา ด้วยโจทย์วิจัยที่มาจากปัญหาทรัพยากรในพื้นที่ในเรื่องการแย่งน้ำเพื่อใช้ในการทำมาหากิน ปัญหาการไม่มีระบบเปิด-ปิดประตูน้ำที่ดี ไม่มีการคาดการณ์ถึงปริมาณน้ำว่าจะเพียงพอต่อการทำนาในอนาคต และขาดการมีส่วนร่วมต่างคนต่างตัดสินใจจนนำไปสู่ความขัดแย้ง เหล่านี้นับเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน งานวิจัยได้ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้าไปช่วยในการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการ ด้วยคำนึงถึงองค์ประกอบหลัก 2 ส่วน ได้แก่ เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเชิงปริมาณทำการศึกษาถึงปริมาณของน้ำที่มีอยู่ว่าเพียงพอหรือไม่ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์คำนวณ และเชิงคุณภาพทำการศึกษาผลกระทบต่อความเป็นอยู่ สุขภาวะ และการเพาะปลูกของคนในชุมชน ขณะนี้งานวิจัยดำเนินไปถึงขั้นหลังจากได้แผนที่การใช้น้ำใน อ.จุนแล้ว ทีมวิจัยได้ร่วมกับทาง อบต.จุน อยู่ระหว่างจัดตั้งคณะกรรมการแหล่งน้ำ โดยเน้นตัวแทนที่เป็นคนในชุมชนพื้นที่ที่น้ำไหลผ่าน ซึ่งในการดำเนินของคณะกรรมการชุดดังกล่าวจำต้องมีค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน ทีมวิจัยจึงมองถึงการต่อยอดงานวิจัยในอนาคตที่จะพัฒนาแหล่งน้ำใน อ.จุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดทุนหมุนเวียนใช้จ่าย และเพิ่มรายได้แก่ชุมชนอีกทางหนึ่งไปพร้อมกัน”

ส่วนวิทยาลัยพลังงานและสิ่งแวดล้อม ม.พะเยา ทำวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการจัดงานวิชาการรับใช้สังคม โดยการเรียนรู้ผ่านการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบการใช้วัสดุเศษเหลือทาการเกษตรในชุมชนบ้านโซ้” โดย ดร.สุลักษณ์ สุมิตสวรรค์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ ม.พะเยา อธิบายว่า “ชีวมวลบ้านโซ้โมเดล เป็นการศึกษาวิจัยในพื้นที่ อ.เมือง จ.พะเยา ภายใต้แนวคิดที่ว่า ชุมชนเข้มแข็งด้วยระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหาร พลังงานธรรมชาติ วีถีชีวิตแห่งความสุข โดยโจทย์วิจัยเริ่มมาจากปัญหาหมอกควันที่เกิดจากการเผาตอซังข้าวโพด โดยจะเน้นการสร้างทางเลือกในการจัดการชีวมวลที่เหลือจากการทำการเกษตร วิธีการทำงานของคณะทำงานซึ่งประกอบด้วยทีมวิจัยและตัวแทนจากชุมชน ไม่ได้เป็นการไปบอกว่าเขาควรทำอะไร แต่จะให้ชาวบ้านสะท้อนว่าเขาอยากทำอะไร และที่ผ่านมาเคยทำอะไรบ้างแล้ว วิธีการใดบ้างสำเร็จและไม่สำเร็จ จากนั้นจึงนำวิธีที่ทำสำเร็จนั้นมาพัฒนาต่อยอดให้ดีและมีประสิทธิภาพต่อไป เช่น การทำถ่านอัดแท่งเพื่อจำหน่าย การนำซังข้าวโพดเพื่อหมักขาย แทนการเผาทิ้ง เป็นต้น ขณะนี้ความคืบหน้าของงานวิจัยอยู่ในขั้นรวมกลุ่มและปรึกษาหารือร่วมกับชาวบ้านเพื่อหาแนวทางที่ดี พร้อมวางตัวชี้วัดความสำเร็จของงานวิจัยไว้แล้วจากการวิเคราะห์จุด hot spot ว่าจะลดลงหรือไม่เพียงไร นอกจากนี้ ยังมีแผนต่อยอดงานวิจัยในเรื่องการพัฒนาแท่งอัดซังข้าวโพดชีวมวลที่มีคุณสมบัติให้ความร้อนเหมาะแก่การเป็นเชื้อเพลิงที่ดีต่อไปด้วย”

ในส่วนของคณะพยาบาลศาสตร์ ม.พะเยา ทำวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนด้านการป้องกันโรคเบาหวานด้วยอาหารตามวิถีล้านนา ตำบลแม่ใส อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา” โดย ผศ.ดร.ชณิตา ประดิษฐ์สถาพร อาจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ ม.พะเยา เล่าว่า “งานวิจัยเป็นการศึกษาในพื้นที่ ต.แม่ใส อ.เมือง จ.พะเยา ด้วยโจทย์วิจัยที่มาจากปัญหาสุขภาพของคนในจังหวัดที่จำนวนของประชากรผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตจำนวนสูงมาก เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคของคนที่นี่ชอบรับประทานอาหารหวานและเครื่องเคียงที่มีส่วนเพิ่มความดันโลหิตสูงเป็นปริมาณมาก จากข้อมูลสาธารณสุขในพื้นที่พบว่า มีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันตั้งแต่อายุ 30 ปีด้วยซ้ำ ซึ่งจากการศึกษาถึงความกินดีอยู่ดีของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุยืนยาว พบว่าเหตุผลสำคัญ คือ การบริโภคอาหารที่มีประโยชน์และเสริมสร้างพร้อมช่วยลดอาการเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานและความดัน ทำให้ได้เมนูอาหารต้นตำรับที่เหมาะสมต่อการบริโภคของคนในพื้นที่ เมนูแนะนำ อาทิ ข้าวแคบ ข้าวก่ำหรือข้าวเหนียวดำแบบล้านนา ข้าวพอง(ไม่ใส่ไข่) แกงแค แกงไม่ใส่กะทิ ชุดผักน้ำพริกตาแดง เป็นต้น โดยปัจจุบันงานวิจัยดังกล่าวอยู่ในขั้นการตรวจสอบปริมาณคุณค่าสารอาหารต่างๆ พร้อมกันนี้ มีแผนต่อยอดที่จะพัฒนางานวิจัยในประเด็นจากการบริโภคอาหารที่คนในพื้นที่มักติดในรสชาติ ซึ่งส่วนประกอบเพิ่มรสชาติ เช่น ผงชูรส ผงปรุงรส กะปิ น้ำปา เกลือ ล้วนมีผลเสี่ยงต่อความดันเบาหวาน โดยจะพัฒนา ‘ผงนัว’ ที่ทำจากผักสมุนไพรเพื่อเป็นเครื่องปรุงรส พร้อมเตรียมทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะนำไปขายเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนอีกทางหนึ่ง”

อีกหนึ่งคณะคือ คณะนิติศาสตร์ ทำวิจัยเรื่อง “การคุ้มครองสิทธิชาวไทลื้อในจังหวัดพะเยา” โดย อาจารย์วิทูรย์ ตลุดกำ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย คณะนิติศาสตร์ ม.พะเยา กล่าวว่า “ที่มาของโจทย์วิจัยเริ่มมาจากโครงการศึกษากฎหมายเชิงคลินิกของนักศึกษาที่ลงสำรวจในพื้นที่เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหาการถูกละเมิดสิทธิ ทำให้ได้รับข้อมูลของกลุ่มคนที่ถูกละเมิดสิทธิ และในส่วนของคนไทลื้อยังพบว่า มีหลายกลุ่มทั้งกลุ่มที่ได้รับสัญชาติไทยแล้วและยังไม่ได้รับ ถ้าเป็นเด็กจะมีปัญหาเรื่องกองทุนการศึกษา รวมทั้งในระดับปริญญาตรีจะเรียนสาขาเฉพาะทางไม่ได้ ขณะที่คนสูงอายุจะไม่ได้สิทธิเบี้ยยังชีพ เป็นต้น ปัญหาการไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยดังกล่าว ทำให้ทีมวิจัยเกิดความคิดว่าจะช่วยให้พวกเขาเหล่านั้นได้รับสถานะบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิบริการทางสาธารณสุข เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และสิทธิขั้นพื้นฐานอื่นๆ ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่า มีกลุ่มไทลื้อที่ยังไม่ได้รับสิทธิในพื้นที่พะเยามากกว่า 1,000 คน และเพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิชาวไทลื้ออย่างยั่งยืน ทีมวิจัยมีโครงการจะต่อยอดงานวิจัยในเรื่องการศึกษาปัจจัยที่เป็นตัวสร้างปัญหาหรือสาเหตุที่ทำให้คนไทลื้อในพื้นที่ไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมายต่อไป”

จะเห็นได้ว่า งานวิจัยที่เกิดจากการสนับสนุนทุนวิจัยร่วมกันระหว่าง ม.พะเยา และ สกว. ในโครงการ 1 คณะ 1 โมเดล มีส่วนช่วยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ โดยใช้บริบทพื้นที่เป็นตัวตั้งสำคัญในการพัฒนาโจทย์วิจัย ก่อนจะใช้ความเป็นวิชาการของคณะ/วิทยาลัยต่างๆ ของ ม.พะเยา ในการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนา ทำให้งานวิจัยที่เกิดขึ้น ได้รับการนำประโยชน์ไปใช้ได้อย่างแท้จริง เนื่องจากมีส่วนร่วมของกลุ่มคนทุกภาคส่วน ทั้งจากภาควิชาการของมหาวิทยาลัย ชาวบ้านชุมขนในพื้นที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ โดยมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นผู้รับใช้สังคม สมดังเจตนารมณ์และปณิธานของ ม.พะเยา ในการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคม และเป็นต้นแบบ “พะเยาโมเดล” ที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ สามารถนำไปปรับใช้กับการพัฒนาวิจัยเชิงพื้นที่ในแต่ละมหาวิทยาลัยในแต่ละจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป  

--

ที่มา : สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1467 ประจำวันที่ 2013-12-28 ถึง 2014-01-03

 
งานประชุมวิชาการระดับชาติ “พะเยาวิจัย ครั้งที่ 3 มหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคม” PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันจันทร์ที่ 03 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 08:22 น.

          เมื่อวันที่ 23-24 ม.ค. 57 ที่ผ่านมา ณ อาคารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยพะเยา จ.พะเยา - มหาวิทยาลัยพะเยา ร่วมกับ สกว. จัดงานประชุมวิชาการระดับชาติ “พะเยาวิจัย ครั้งที่ 3 มหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคม” โดยมี ศ.เกียรติคุณ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ นายกสภามาหวิทยาลัยพะเยา เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ โดย สกว. ให้การสนับสนุนในส่วนวิชาการเรื่องงานวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่หรือ ABC

  

        ภายในงานประกอบด้วยไฮไลท์สำคัญ อาทิ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “โจทย์ของศตวรรษที่ 21 กับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของพื้นที่” โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช การเสวนาเรื่อง “การปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคมและพื้นที่” นำโดย ศ.ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองแห่งชาติ และนิทรรศการงานวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ของ ม.พะเยา และมหาวิทยาลัยใกล้เคียงมาร่วมแสดง แก่ผู้ร่วมงานจำนวนมาก อาทิ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหาร สกว. ผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์คณะต่างๆ นักวิจัย เจ้าหน้าที่ นิสิตนักศึกษา และนักเรียนในพื้นที่ พร้อมกันนี้ ยังมีกิจกรรมการลงพื้นที่เยี่ยมโครงการวิจัย ABC ดีเด่นจังหวัดพะเยา ใน อ.เชียงม่วน จ.พะเยา เพื่อศึกษาดูงานการคุ้มครองสิทธิไทยลื้อในจังหวัดพะเยา ช่วงวันที่สองของการจัดงานด้วย


             ติดตามชมวิดีโอการปาฐกถา และเสวนาได้ ตามลิงค์ด้านล่างนี้

 

         1. ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “โจทย์ของศตวรรษที่ 21 กับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่” - Part 1/4 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 
         

2. ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “โจทย์ของศตวรรษที่ 21 กับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่” - Part 2/4 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 

         

3. ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “โจทย์ของศตวรรษที่ 21 กับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่” - Part 3/4 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 

 

       

4. ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “โจทย์ของศตวรรษที่ 21 กับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่” - Part 4/4 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 

 

         

 

 

 

การเสวนาเรื่อง “การปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคมและพื้นที่” - Part 1/6 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 

การเสวนาเรื่อง “การปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคมและพื้นที่” - Part 2/6 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 
การเสวนาเรื่อง “การปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคมและพื้นที่” - Part 3/6 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 
การเสวนาเรื่อง “การปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคมและพื้นที่” - Part 4/6  กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 
 
 

การเสวนาเรื่อง “การปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคมและพื้นที่” - Part 5/6 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 

 

การเสวนาเรื่อง “การปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคมและพื้นที่” - Part 6/6 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 
 
 
คอลัมน์ หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน: พัฒนา...ธุรกิจข้าวอินทรีย์ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันพุธที่ 15 มกราคม 2014 เวลา 07:42 น.

          สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)....ได้เปิดประเด็นให้ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ทำวิจัย “การศึกษาและพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตรข้าวอินทรีย์ฯ” ...ซึ่ง ผศ.สิทธิชัย หาญสมบัติ อธิการบดีฯรับหน้าเสื่อเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยด้วยตนเองและก่อนจะปฏิบัติการนั้น มหาวิทยาลัยจึงได้ตั้งประเด็นถามตนเอง เพื่อค้นหาแนวทางและกระบวนการที่ชัดเจนไว้ 3 หัวข้อ....คือ มหาวิทยาลัยจะทำอะไรในเรื่องข้องเกี่ยวกับธุรกิจเกษตรข้าว อินทรีย์ และจะมีบทบาทอย่างไรกับองค์กรท้องถิ่น เครือข่ายเกษตรกรและภาคี
          ท้ายสุดภายใต้ปฏิบัติการเรียนรู้ที่ท้าทายนี้...สกว.กำลังคิดอะไร กับบทบาทของมหาวิทยาลัย อันเป็น สถาบันอุดมศึกษาเพื่อท้องถิ่น...!!!ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา จึงได้ ยกเอาจังหวัดอุตรดิตถ์เป็นตัวตั้งในการทำงาน เนื่องจากมีระบบและกลไกของการจัดการข้าวอินทรีย์ที่เข้าสู่การพัฒนาเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว และในกระบวนการสามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงได้
          โดยมหาวิทยาลัยฯในฐานะเป็นแกนกลางในการดำเนินงานวิจัย (Research Management Unit : RMU) ซึ่ง การทำงานอยู่นอกเหนือผลประโยชน์ หรือความขัดแย้งโดยทั่วๆไป ได้ทำการ เชื่อมประสานพันธกิจองค์กรท้องถิ่น เครือข่ายเกษตรกรและภาคี ต่อมาจึงได้ขยายการปฏิบัติการ โดยตั้ง หน่วยจัดการความรู้และ วิจัยชุมชน (Tambon Research Management Unit : TRMU) ขึ้นโดย ใช้พื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบลเป็นตัวตั้ง โดยมีโรงเรียน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ฯลฯ บูรณาการพันธกิจในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน เพื่อให้เกิดรูปธรรมอย่างชัดเจน...!!
          โครงการวิจัยข้าวอินทรีย์ ทำให้เกิดผลสู่การสังเคราะห์เป็นแนวทางดำเนินงานพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคม ( Social Responsibility Unit : SBU) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคภายใต้หลัก การค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade)หรือ...การตลาดเพื่อสังคม
          จากการศึกษาและวิจัยในธุรกิจเพื่อการผลิตข้าวอินทรีย์นี้ ตามแนวคิดของความชอบธรรม (Legitimacy Theory) และความรับผิดชอบ ต่อสังคม (Public Responsibility) นั้น ควรมีการบูรณาการที่เข้มแข็งประสานงานผ่านระบบกลไกและเครือข่าย...อย่างเป็นระบบ
          .....เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ส่งเสริมอาชีพและ เพิ่มรายได้กับเกษตรกรผู้ด้อยโอกาส...!!ดอกสะแบง

---

ที่มา : ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557

 
มข.บริการความรู้เกษตรปลอดภัย PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันพุธที่ 15 มกราคม 2014 เวลา 09:59 น.

          อ.วีระ ภาคอุทัย ภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ในฐานะหัวหน้าโครงวิจัยการพัฒนาระบบการตัดสินใจและจัดการโซ่อุปทานพริกปลอดภัย จ.แพร่ น่าน และชัยภูมิ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวถึงองค์ความรู้การจัดการการผลิตพริกปลอดภัย โดยใช้สารชีวภัณฑ์ ที่นำเสนอในงานเทศกาลตานข้าวใหม่เทิดไท้องค์ราชันย์ เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของชุมชน ครั้งที่ 4 เพื่อฉลองหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว ที่ อ.ท่าวังผา จ.น่าน ว่า เนื่องจากจ.น่านมีเกษตรกรที่ปลูกพริกเพื่อการค้าเป็นส่วนใหญ่ โครงการวิจัยฯ จึงได้จัดฝึกอบรมเรื่องการทำการเกษตรระบบปลอดภัยโดยใช้สารชีวภัณฑ์ป้องกันและกำจัดโรคและแมลงแก่เกษตรกรและเจ้าหน้าที่ภาคสนามโครงการปิดทองหลังพระ จ.น่าน จำนวน 30 คน
          อ.วีระกล่าวอีกว่า จากนั้นได้ติดตามงานวิจัยฯ ในพื้นที่ อ.ท่าวังผา และอ.เวียงสา จ.น่าน อ.หนองม่วงไข่ และอ.สอง จ.แพร่ เนื่องจากในปี 2555 ราคาพริกที่เกษตรกรขายได้มีราคาสูงมากถึงกิโลกรัมละ 20-26 บาท ทำให้ในปีที่ผ่านมาเกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกพริกใหญ่หรือพริกชี้ฟ้าเพื่อเข้าสู่ตลาดพริกสดและโรงงานซอสพริกมากขึ้น แต่เกษตรกรกลับขายพริกแดงเด็ดก้านส่งโรงงานซอสพริกได้เพียงกิโลกรัมละ 13-15 บาท
          "ส่วนเกษตรกรที่ปลูกพริกขี้หนูผลใหญ่ เช่น พริกหัวเรือ ที่โครงการวิจัยฯ เคยแนะนำให้เกษตรกรปลูกพร้อมกับพริกใหญ่หรือพริกชี้ฟ้า เพื่อลดพื้นที่ปลูกพริกใหญ่ลง แต่ก็มีพื้นที่ปลูกพริกขี้หนูผลใหญ่ไม่มากนัก กลับปรากฏว่าเกษตรกรขายพริกได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 60-65 บาท และแม้ว่าราคาพริกขี้หนูผลใหญ่จะค่อนข้างสูงมาก แต่เกษตรกรก็ไม่นิยมปลูกในพื้นที่มากนัก เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเก็บผลผลิตค่อนข้างมากตามไปด้วยนั่นเอง" อ.วีระกล่าว

---

ที่มา : ข่าวสด (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

 
สกว.หนุน พัฒนาระบบจัดการธุรกิจ 'ข้าวอินทรีย์' ครบวงจร PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันอังคารที่ 14 มกราคม 2014 เวลา 16:50 น.

         

 

           ด้วยกระแสความนิยมของผู้คนที่หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้นส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆรวมทั้งผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ ซึ่งราคาจำหน่ายในท้องตลาดนั้นราคาสูงกว่าข้าวที่ปลูกด้วยการใช้เคมีอย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์มักจะไม่ค่อยรู้วิธีในการทำการตลาดเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวอินทรีย์
          จากเหตุผลดังกล่าวสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์จึงได้ทำวิจัยระบบการจัดการธุรกิจเกษตรข้าวอินทรีย์ เพื่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งมีผลงานวิจัยที่ สกว. ให้ทุนสนับสนุนเชิงกลยุทธ์ภายใต้ "โครงการศึกษาและพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตร :มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์กับเครือข่ายเกษตรกรองค์กรท้องถิ่นจังหวัดอุตรดิตถ์และภาคี"

 


          โดยดร.สีลาภรณ์บัวสายรองผู้อำนวยการสกว.ได้ให้เหตุผลที่สกว.ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยเชิงกลยุทธ์แก่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์(มรอ.) ว่า โครงการดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีหลายแห่งประกอบด้วยมรอ. เครือข่ายเกษตรกรองค์กรท้องถิ่นหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และประชาชนในจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อศึกษา
          และพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตร ส่งเสริมการเรียนรู้และความสามารถของกลุ่มในการจัดการเชิงธุรกิจข้าวอินทรีย์และการสังเคราะห์องค์ความรู้และบทเรียน
          ในการพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตรด้วยกระบวนการจัดการความรู้ การพัฒนาระบบเชื่อมต่อมหาวิทยาลัยเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์
          "มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ถือเป็นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวของจังหวัดและด้วยความที่อุตรดิตถ์เป็นจังหวัดที่เป็นเมืองเกษตรมาอย่างช้านานจึงมีความเข้มแข็งในกลุ่มของเครือข่ายเกษตรกรทำให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยในพื้นที่กับกลุ่มเครือข่ายเกษตรกร องค์กรท้องถิ่น และหน่วยงานราชการต่างๆ บนฐานการทำงานวิจัยแบบครบวงจร ครบทุกคณะจนสามารถสร้างระบบการให้ทุนวิจัยที่เป็นการบริการทางวิชาการและการให้ทุนทำวิจัยด้วยกัน7 ระบบ ได้แก่ (1) ระบบการจัดการธุรกิจเกษตร (2)ระบบการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย (3)ระบบการเพิ่มขีดความสามารถของเกษตร (4)เครือข่ายการจัดการธุรกิจเกษตร (5) ชุดความรู้ นวัตกรรมเทคโนโลยี (6) ระบบฐานข้อมูล และ (7)ระบบการจัดการหน่วยพัฒนาธุรกิจเกษตร"

 


          ด้านผศ.ดร.เรืองเดชวงศ์หล้าอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์กล่าวว่า "จากโจทย์วิจัยเรื่อง "ข้าวอินทรีย์"ที่ มรอ. ได้รับมาจาก สกว. ทางมหาวิทยาลัยจึงได้ดำเนินงานวิจัยโครงการดังกล่าวทำให้ได้เรียนรู้ถึงระดับพฤติกรรม ระดับความรู้ และระดับทักษะ โดยมีเกษตรข้าวอินทรีย์เป็นตัวดำเนินการ โดยงานวิจัยจะเน้นในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถของ"เกษตรกร" ให้เกิดระบบควบคุมคุณภาพภายในเกษตรกรและภาคีผู้ผลิตข้าวอินทรีย์(Internal Control System : ICS) เนื่องจากกระบวนการ ICS ให้ความสำคัญกับเกษตรกรที่อยู่ในระบบการตรวจสอบควบคุมซึ่งกันและกัน"
          "โดยในการดำเนินโครงการฯ เริ่มจาก ระยะแรก ที่ทำการศึกษา สถานภาพศักยภาพ สถานการณ์ปัญหาด้านการจัดการธุรกิจเกษตรเพื่อออกแบบระบบเชื่อมต่อมหาวิทยาลัยกับเครือข่ายเกษตรกรด้านการจัดการธุรกิจเกษตรข้าวอินทรีย์ จากนั้น ระยะที่ 2 ทำการพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตรข้าวอินทรีย์และระยะที่ 3 ทำการสังเคราะห์บทเรียนจากการดำเนินโครงการและจัดทำข้อเสนอต่อผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อการต่อยอดและขยายผล ซึ่งภายหลังการดำเนินโครงการ เกิดการต่อยอดขยายผลในหลายส่วนได้แก่การที่ทางมรอ. ถือเป็นต้นแบบด้านการจัดการธุรกิจเกษตรข้าวอินทรีย์และขยายผลไปยังธุรกิจเกษตรอื่นๆ เช่น ทุเรียนลางสาด ข้าวโพด และหอมแดง เป็นต้นขณะที่องค์กรท้องถิ่น (อบต./อปท.) เกิดการผลักดันให้เกิดเทศบัญญัติของงบประมาณปีต่อไปรวมทั้งหน่วยงานภาคีต่างๆ ขยายผลไปสู่แผนงานของหน่วยงานและเกิดการประสานภารกิจระหว่างหน่วยงาน นอกจากนี้ในกลุ่มของเกษตรกร เกิดการต่อยอดใน 2 ส่วน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งแล้วเกิดการขยายฐานการผลิตและการขยายตลาดไปยังAEC และต่างประเทศขณะที่กลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในระยะปรับเปลี่ยน มีความพร้อมที่จะดำเนินการขยายผลโดยการใช้ระบบพี่เลี้ยง การศึกษาดูงาน การจัดการเรียนรู้และการเรียนรู้กับปราชญ์ชาวบ้าน"
          สุดท้ายอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์กล่าวยกตัวอย่างถึงความสำเร็จจากการดำเนินการโครงการอย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจร เช่น การช่วยเรื่องการจัดการของกลุ่มภาคีต่างๆอาทิเรื่องของสภาเกษตรกรจังหวัดที่มีเครือข่ายข้าวอินทรีย์ เครือข่ายเกษตรกรทางเลือกซึ่งมีหน้าที่เป็นกลไกแต่มหาวิทยาลัยสามารถทำให้สภาเกษตรกรจังหวัดเครือข่ายข้าวอินทรีย์และเครือข่ายเกษตรกรทางเลือกดำเนินงานคู่กับภาคีที่เป็นภาครัฐได้
          ...เราได้แต่หวังว่าจากงานวิจัยดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวอินทรีย์ให้พวกเราได้ทานข้าวปลอดภัยจากเคมีและเกษตรกรชาวนามีรายได้ดีจากข้าวที่ปลูกอย่างตั้งใจให้คนกิน...
---

ที่มา : สยามธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 - 17 มกราคม พ.ศ. 2557

 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 4 จาก 35

สังคมออนไลน์ฝ่ายชุมชนและสังคม

  • Facebook: pages/ฝ่ายชุมชนและสังคม-ฝ่าย-4/120902244653625

เว็บไซต์งานวิจัยเพื่อพัฒนาทั้งพื้นที่ http://abc.trf.or.th โดยฝ่ายชุมชนและสังคม (ฝ่าย 4)

ขอสงวนลิขสิทธิ์สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537