งานวิจัยเพื่อพัฒนาทั้งพื้นที่ (ABC: Area-Based Collaborative Research)
งานประชุมวิชาการระดับชาติ “พะเยาวิจัย ครั้งที่ 3 มหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคม” PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันจันทร์ที่ 03 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 08:22 น.

          เมื่อวันที่ 23-24 ม.ค. 57 ที่ผ่านมา ณ อาคารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยพะเยา จ.พะเยา - มหาวิทยาลัยพะเยา ร่วมกับ สกว. จัดงานประชุมวิชาการระดับชาติ “พะเยาวิจัย ครั้งที่ 3 มหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคม” โดยมี ศ.เกียรติคุณ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ นายกสภามาหวิทยาลัยพะเยา เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ โดย สกว. ให้การสนับสนุนในส่วนวิชาการเรื่องงานวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่หรือ ABC

  

        ภายในงานประกอบด้วยไฮไลท์สำคัญ อาทิ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “โจทย์ของศตวรรษที่ 21 กับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของพื้นที่” โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช การเสวนาเรื่อง “การปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคมและพื้นที่” นำโดย ศ.ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองแห่งชาติ และนิทรรศการงานวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ของ ม.พะเยา และมหาวิทยาลัยใกล้เคียงมาร่วมแสดง แก่ผู้ร่วมงานจำนวนมาก อาทิ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหาร สกว. ผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์คณะต่างๆ นักวิจัย เจ้าหน้าที่ นิสิตนักศึกษา และนักเรียนในพื้นที่ พร้อมกันนี้ ยังมีกิจกรรมการลงพื้นที่เยี่ยมโครงการวิจัย ABC ดีเด่นจังหวัดพะเยา ใน อ.เชียงม่วน จ.พะเยา เพื่อศึกษาดูงานการคุ้มครองสิทธิไทยลื้อในจังหวัดพะเยา ช่วงวันที่สองของการจัดงานด้วย


             ติดตามชมวิดีโอการปาฐกถา และเสวนาได้ ตามลิงค์ด้านล่างนี้

 

         1. ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “โจทย์ของศตวรรษที่ 21 กับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่” - Part 1/4 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 
         

2. ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “โจทย์ของศตวรรษที่ 21 กับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่” - Part 2/4 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 

         

3. ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “โจทย์ของศตวรรษที่ 21 กับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่” - Part 3/4 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 

 

       

4. ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “โจทย์ของศตวรรษที่ 21 กับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่” - Part 4/4 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 

 

         

 

 

 

การเสวนาเรื่อง “การปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคมและพื้นที่” - Part 1/6 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 

การเสวนาเรื่อง “การปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคมและพื้นที่” - Part 2/6 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 
การเสวนาเรื่อง “การปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคมและพื้นที่” - Part 3/6 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 
การเสวนาเรื่อง “การปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคมและพื้นที่” - Part 4/6  กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 
 
 

การเสวนาเรื่อง “การปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคมและพื้นที่” - Part 5/6 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 

 

การเสวนาเรื่อง “การปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้สังคมและพื้นที่” - Part 6/6 กดลิงค์ที่ภาพด้านล่างนี้ค่ะ 
 
 
มข.บริการความรู้เกษตรปลอดภัย PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันพุธที่ 15 มกราคม 2014 เวลา 09:59 น.

          อ.วีระ ภาคอุทัย ภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ในฐานะหัวหน้าโครงวิจัยการพัฒนาระบบการตัดสินใจและจัดการโซ่อุปทานพริกปลอดภัย จ.แพร่ น่าน และชัยภูมิ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวถึงองค์ความรู้การจัดการการผลิตพริกปลอดภัย โดยใช้สารชีวภัณฑ์ ที่นำเสนอในงานเทศกาลตานข้าวใหม่เทิดไท้องค์ราชันย์ เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของชุมชน ครั้งที่ 4 เพื่อฉลองหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว ที่ อ.ท่าวังผา จ.น่าน ว่า เนื่องจากจ.น่านมีเกษตรกรที่ปลูกพริกเพื่อการค้าเป็นส่วนใหญ่ โครงการวิจัยฯ จึงได้จัดฝึกอบรมเรื่องการทำการเกษตรระบบปลอดภัยโดยใช้สารชีวภัณฑ์ป้องกันและกำจัดโรคและแมลงแก่เกษตรกรและเจ้าหน้าที่ภาคสนามโครงการปิดทองหลังพระ จ.น่าน จำนวน 30 คน
          อ.วีระกล่าวอีกว่า จากนั้นได้ติดตามงานวิจัยฯ ในพื้นที่ อ.ท่าวังผา และอ.เวียงสา จ.น่าน อ.หนองม่วงไข่ และอ.สอง จ.แพร่ เนื่องจากในปี 2555 ราคาพริกที่เกษตรกรขายได้มีราคาสูงมากถึงกิโลกรัมละ 20-26 บาท ทำให้ในปีที่ผ่านมาเกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกพริกใหญ่หรือพริกชี้ฟ้าเพื่อเข้าสู่ตลาดพริกสดและโรงงานซอสพริกมากขึ้น แต่เกษตรกรกลับขายพริกแดงเด็ดก้านส่งโรงงานซอสพริกได้เพียงกิโลกรัมละ 13-15 บาท
          "ส่วนเกษตรกรที่ปลูกพริกขี้หนูผลใหญ่ เช่น พริกหัวเรือ ที่โครงการวิจัยฯ เคยแนะนำให้เกษตรกรปลูกพร้อมกับพริกใหญ่หรือพริกชี้ฟ้า เพื่อลดพื้นที่ปลูกพริกใหญ่ลง แต่ก็มีพื้นที่ปลูกพริกขี้หนูผลใหญ่ไม่มากนัก กลับปรากฏว่าเกษตรกรขายพริกได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 60-65 บาท และแม้ว่าราคาพริกขี้หนูผลใหญ่จะค่อนข้างสูงมาก แต่เกษตรกรก็ไม่นิยมปลูกในพื้นที่มากนัก เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเก็บผลผลิตค่อนข้างมากตามไปด้วยนั่นเอง" อ.วีระกล่าว

---

ที่มา : ข่าวสด (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

 
สกว.หนุน พัฒนาระบบจัดการธุรกิจ 'ข้าวอินทรีย์' ครบวงจร PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันอังคารที่ 14 มกราคม 2014 เวลา 16:50 น.

         

 

           ด้วยกระแสความนิยมของผู้คนที่หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้นส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆรวมทั้งผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ ซึ่งราคาจำหน่ายในท้องตลาดนั้นราคาสูงกว่าข้าวที่ปลูกด้วยการใช้เคมีอย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์มักจะไม่ค่อยรู้วิธีในการทำการตลาดเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวอินทรีย์
          จากเหตุผลดังกล่าวสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์จึงได้ทำวิจัยระบบการจัดการธุรกิจเกษตรข้าวอินทรีย์ เพื่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งมีผลงานวิจัยที่ สกว. ให้ทุนสนับสนุนเชิงกลยุทธ์ภายใต้ "โครงการศึกษาและพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตร :มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์กับเครือข่ายเกษตรกรองค์กรท้องถิ่นจังหวัดอุตรดิตถ์และภาคี"

 


          โดยดร.สีลาภรณ์บัวสายรองผู้อำนวยการสกว.ได้ให้เหตุผลที่สกว.ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยเชิงกลยุทธ์แก่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์(มรอ.) ว่า โครงการดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีหลายแห่งประกอบด้วยมรอ. เครือข่ายเกษตรกรองค์กรท้องถิ่นหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และประชาชนในจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อศึกษา
          และพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตร ส่งเสริมการเรียนรู้และความสามารถของกลุ่มในการจัดการเชิงธุรกิจข้าวอินทรีย์และการสังเคราะห์องค์ความรู้และบทเรียน
          ในการพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตรด้วยกระบวนการจัดการความรู้ การพัฒนาระบบเชื่อมต่อมหาวิทยาลัยเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์
          "มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ถือเป็นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวของจังหวัดและด้วยความที่อุตรดิตถ์เป็นจังหวัดที่เป็นเมืองเกษตรมาอย่างช้านานจึงมีความเข้มแข็งในกลุ่มของเครือข่ายเกษตรกรทำให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยในพื้นที่กับกลุ่มเครือข่ายเกษตรกร องค์กรท้องถิ่น และหน่วยงานราชการต่างๆ บนฐานการทำงานวิจัยแบบครบวงจร ครบทุกคณะจนสามารถสร้างระบบการให้ทุนวิจัยที่เป็นการบริการทางวิชาการและการให้ทุนทำวิจัยด้วยกัน7 ระบบ ได้แก่ (1) ระบบการจัดการธุรกิจเกษตร (2)ระบบการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย (3)ระบบการเพิ่มขีดความสามารถของเกษตร (4)เครือข่ายการจัดการธุรกิจเกษตร (5) ชุดความรู้ นวัตกรรมเทคโนโลยี (6) ระบบฐานข้อมูล และ (7)ระบบการจัดการหน่วยพัฒนาธุรกิจเกษตร"

 


          ด้านผศ.ดร.เรืองเดชวงศ์หล้าอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์กล่าวว่า "จากโจทย์วิจัยเรื่อง "ข้าวอินทรีย์"ที่ มรอ. ได้รับมาจาก สกว. ทางมหาวิทยาลัยจึงได้ดำเนินงานวิจัยโครงการดังกล่าวทำให้ได้เรียนรู้ถึงระดับพฤติกรรม ระดับความรู้ และระดับทักษะ โดยมีเกษตรข้าวอินทรีย์เป็นตัวดำเนินการ โดยงานวิจัยจะเน้นในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถของ"เกษตรกร" ให้เกิดระบบควบคุมคุณภาพภายในเกษตรกรและภาคีผู้ผลิตข้าวอินทรีย์(Internal Control System : ICS) เนื่องจากกระบวนการ ICS ให้ความสำคัญกับเกษตรกรที่อยู่ในระบบการตรวจสอบควบคุมซึ่งกันและกัน"
          "โดยในการดำเนินโครงการฯ เริ่มจาก ระยะแรก ที่ทำการศึกษา สถานภาพศักยภาพ สถานการณ์ปัญหาด้านการจัดการธุรกิจเกษตรเพื่อออกแบบระบบเชื่อมต่อมหาวิทยาลัยกับเครือข่ายเกษตรกรด้านการจัดการธุรกิจเกษตรข้าวอินทรีย์ จากนั้น ระยะที่ 2 ทำการพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตรข้าวอินทรีย์และระยะที่ 3 ทำการสังเคราะห์บทเรียนจากการดำเนินโครงการและจัดทำข้อเสนอต่อผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อการต่อยอดและขยายผล ซึ่งภายหลังการดำเนินโครงการ เกิดการต่อยอดขยายผลในหลายส่วนได้แก่การที่ทางมรอ. ถือเป็นต้นแบบด้านการจัดการธุรกิจเกษตรข้าวอินทรีย์และขยายผลไปยังธุรกิจเกษตรอื่นๆ เช่น ทุเรียนลางสาด ข้าวโพด และหอมแดง เป็นต้นขณะที่องค์กรท้องถิ่น (อบต./อปท.) เกิดการผลักดันให้เกิดเทศบัญญัติของงบประมาณปีต่อไปรวมทั้งหน่วยงานภาคีต่างๆ ขยายผลไปสู่แผนงานของหน่วยงานและเกิดการประสานภารกิจระหว่างหน่วยงาน นอกจากนี้ในกลุ่มของเกษตรกร เกิดการต่อยอดใน 2 ส่วน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งแล้วเกิดการขยายฐานการผลิตและการขยายตลาดไปยังAEC และต่างประเทศขณะที่กลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในระยะปรับเปลี่ยน มีความพร้อมที่จะดำเนินการขยายผลโดยการใช้ระบบพี่เลี้ยง การศึกษาดูงาน การจัดการเรียนรู้และการเรียนรู้กับปราชญ์ชาวบ้าน"
          สุดท้ายอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์กล่าวยกตัวอย่างถึงความสำเร็จจากการดำเนินการโครงการอย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจร เช่น การช่วยเรื่องการจัดการของกลุ่มภาคีต่างๆอาทิเรื่องของสภาเกษตรกรจังหวัดที่มีเครือข่ายข้าวอินทรีย์ เครือข่ายเกษตรกรทางเลือกซึ่งมีหน้าที่เป็นกลไกแต่มหาวิทยาลัยสามารถทำให้สภาเกษตรกรจังหวัดเครือข่ายข้าวอินทรีย์และเครือข่ายเกษตรกรทางเลือกดำเนินงานคู่กับภาคีที่เป็นภาครัฐได้
          ...เราได้แต่หวังว่าจากงานวิจัยดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวอินทรีย์ให้พวกเราได้ทานข้าวปลอดภัยจากเคมีและเกษตรกรชาวนามีรายได้ดีจากข้าวที่ปลูกอย่างตั้งใจให้คนกิน...
---

ที่มา : สยามธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 - 17 มกราคม พ.ศ. 2557

 
คอลัมน์ หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน: พัฒนา...ธุรกิจข้าวอินทรีย์ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันพุธที่ 15 มกราคม 2014 เวลา 07:42 น.

          สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)....ได้เปิดประเด็นให้ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ทำวิจัย “การศึกษาและพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตรข้าวอินทรีย์ฯ” ...ซึ่ง ผศ.สิทธิชัย หาญสมบัติ อธิการบดีฯรับหน้าเสื่อเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยด้วยตนเองและก่อนจะปฏิบัติการนั้น มหาวิทยาลัยจึงได้ตั้งประเด็นถามตนเอง เพื่อค้นหาแนวทางและกระบวนการที่ชัดเจนไว้ 3 หัวข้อ....คือ มหาวิทยาลัยจะทำอะไรในเรื่องข้องเกี่ยวกับธุรกิจเกษตรข้าว อินทรีย์ และจะมีบทบาทอย่างไรกับองค์กรท้องถิ่น เครือข่ายเกษตรกรและภาคี
          ท้ายสุดภายใต้ปฏิบัติการเรียนรู้ที่ท้าทายนี้...สกว.กำลังคิดอะไร กับบทบาทของมหาวิทยาลัย อันเป็น สถาบันอุดมศึกษาเพื่อท้องถิ่น...!!!ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา จึงได้ ยกเอาจังหวัดอุตรดิตถ์เป็นตัวตั้งในการทำงาน เนื่องจากมีระบบและกลไกของการจัดการข้าวอินทรีย์ที่เข้าสู่การพัฒนาเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว และในกระบวนการสามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงได้
          โดยมหาวิทยาลัยฯในฐานะเป็นแกนกลางในการดำเนินงานวิจัย (Research Management Unit : RMU) ซึ่ง การทำงานอยู่นอกเหนือผลประโยชน์ หรือความขัดแย้งโดยทั่วๆไป ได้ทำการ เชื่อมประสานพันธกิจองค์กรท้องถิ่น เครือข่ายเกษตรกรและภาคี ต่อมาจึงได้ขยายการปฏิบัติการ โดยตั้ง หน่วยจัดการความรู้และ วิจัยชุมชน (Tambon Research Management Unit : TRMU) ขึ้นโดย ใช้พื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบลเป็นตัวตั้ง โดยมีโรงเรียน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ฯลฯ บูรณาการพันธกิจในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน เพื่อให้เกิดรูปธรรมอย่างชัดเจน...!!
          โครงการวิจัยข้าวอินทรีย์ ทำให้เกิดผลสู่การสังเคราะห์เป็นแนวทางดำเนินงานพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคม ( Social Responsibility Unit : SBU) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคภายใต้หลัก การค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade)หรือ...การตลาดเพื่อสังคม
          จากการศึกษาและวิจัยในธุรกิจเพื่อการผลิตข้าวอินทรีย์นี้ ตามแนวคิดของความชอบธรรม (Legitimacy Theory) และความรับผิดชอบ ต่อสังคม (Public Responsibility) นั้น ควรมีการบูรณาการที่เข้มแข็งประสานงานผ่านระบบกลไกและเครือข่าย...อย่างเป็นระบบ
          .....เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ส่งเสริมอาชีพและ เพิ่มรายได้กับเกษตรกรผู้ด้อยโอกาส...!!ดอกสะแบง

---

ที่มา : ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557

 
สกว. ร่วมกับ มอ. และเครือข่ายสื่อท้องถิ่น ระดมความเห็นชี้เป้าทิศทางเศรษฐกิจสงขลา ควรมุ่งทางไหนดี PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย benyapa marin   
วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2013 เวลา 09:49 น.

            


             เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับ ม.สงขลานครินทร์ (มอ.) และเครือข่ายสื่อท้องถิ่น จัดการประชุมเพื่อระดมสมอง 'ทิศทางเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลา..จะไปทางไหนดี?' ณ ห้องประชุมเลิศพัฒน์ ชั้น 12 อาคารศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

          งานนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา เช่น หอการค้าจังหวัดสงขลา, องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา, ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้, ธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, มูลนิธิเรารักสงขลา, มูลนิธิชุมชนสงขลา ร่วมด้วยนักวิชาการในพื้นที่จาก ม.สงขลานครินทร์ ม.ทักษิณ และนักวิชาการภายนอกพื้นที่จาก ม.เชียงใหม่ ที่มาเข้าร่วมให้ข้อมูลพื้นฐาน ภาพรวม แนวโน้ม และมุมมองต่างๆ อันจะใช้เป็นกรอบในการให้ทุนสนับสนุนวิจัยของ สกว. และ มอ. เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจของสงขลาที่มีประสิทธิภาพต่อไป



          ผศ.ดร.สุธรรม นิยมวาส ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา และหัวหน้าโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่จังหวัดสงขลาแบบสร้างสรรค์ ม.สงขลานครินทร์ ประธานในที่ประชุม กล่าวว่า "การระดมสมองครั้งนี้เพื่อให้กรอบหรือประเด็นปัญหาในการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัดสงขลามีความชัดเจนขึ้น และจะนำไปเป็นตัวตั้งในการสนับสนุนทุนวิจัยในเฟสที่ 2 (พ.ศ. 2557-2558) จากโครงการความร่วมมือระหว่าง มอ. และ สกว. ในประเด็นการพัฒนาเศรษฐกิจสงขลาให้สมดุลและยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป"
          ในการนี้ หอการค้าจังหวัดสงขลา องค์การบริหารส่วนจังหวัด และภาควิชาการ โดย นายสมพร สิริโปราณานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลาให้ข้อมูลภาพรวมของเศรษฐกิจสงขลาในปัจจุบันว่า
          "จังหวัดสงขลามีปัจจัยขับเคลื่อนหลักทางด้านเศรษฐกิจหลายประการ ได้แก่ การท่องเที่ยว โดยเฉพาะประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ การเติบโตของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ทั้งในเขตจังหวัดและใกล้เคียง เพื่อรองรับการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของคนในสามจังหวัดชายแดนใต้และนักศึกษาที่ย้ายเข้ามาเรียนในพื้นที่ และการเข้ามาของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ ทั้งนี้ จุดแข็งที่สำคัญของสงขลาคือ การท่องเที่ยว การค้า และเอสเอ็มอี โดยเชื่อว่าสามส่วนนี้จะมีส่วนช่วยสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดให้ดำเนินต่อไปได้ยั่งยืน"



          ขณะที่ นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) ให้ความเห็นต่อทิศทางการพัฒนาสงขลาว่า
          "การพัฒนาจังหวัดสงขลาควรคิดนอกกรอบ ไม่ใช่เพียงคิดแค่สิ่งที่คุ้นเคยคือ เกษตรหรือท่องเที่ยวเท่านั้น สงขลามีศักยภาพด้านอื่นที่สามารถพัฒนาได้อีกมาก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องพลังงาน ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของจังหวัดเนื่องจากภายในจังหวัดมีระบบโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่มีโรงแยกก๊าซ มีแท่นขุดเจาะน้ำมัน มีท่าเรือน้ำลึก ตู้คอนเทนเนอร์ งานซ่อมบำรุง และมีโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซียที่มีกำลังการผลิต 1,400 เมกะวัตต์ในอำเภอสิงหนคร น่าจะเป็นตัวสะท้อนว่าสงขลาควรเป็นศูนย์กลางเรื่องพลังงาน ทั้งนี้ แผนพัฒนาด้านพลังงานดังกล่าว ทาง อบจ.สงขลา ได้เตรียมการและพร้อมจะนำเสนอแก่คณะรัฐมนตรีสัญจรที่จะมาเยือนจังหวัดสงขลาในปลายเดือนพฤศจิกายน 56 นี้ต่อไปแล้ว"
          สำหรับมุมมองจากทางสถาบันการเงิน ภาคประชาชน และภาควิชาการ ได้ให้ความเห็นไว้หลายประเด็น เช่น ตัวแทนธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบุว่า "ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในท้องถิ่นยังมีความอ่อนแอ อันเนื่องมาจากการขาดความสามารถในด้านการตลาด ซึ่งประเด็นส่วนนี้ควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนาให้เข้มแข็งขึ้นเพื่อสร้างศักยภาพของเอสเอ็มอีสงขลาให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนต่อไป"
          ขณะที่ ตัวแทนจากภาคประชาชน ให้ข้อสังเกตว่า "โจทย์วิจัยควรมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อตอบสนองใคร ระหว่างกลุ่มผู้ได้ประโยชน์กับผู้เสียผลประโยชน์ หรือกลุ่มนายทุนกับกลุ่มประชาชน นอกจากนี้ ยังเสนอว่าในจังหวัดสงขลามีมหาวิทยาลัยในพื้นที่ถึง 5 แห่ง และมีหน่วยงานท้องถิ่น รวมทั้งหอการค้า ควรมีการร่วมมือกันในการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อชี้นำภาพของการพัฒนาและเติมช่องว่างที่ขาดหายไป โดยจากกลไกความร่วมมือนี้เห็นว่าควรเริ่มต้นที่การทำวิจัยเชิงนโยบายก่อนเป็นอันดับแรก"
          ช่วงท้ายของการประชุมระดมสมอง ผศ.ดร.ไชยวรรณ วัฒนจันทร์ ผู้ประสานงาน ชุดโครงการการวิจัยและพัฒนาเชิงพื้นที่ภาคใต้ตอนกลาง สกว. กล่าวสรุปทิศทางการพัฒนาและงานวิจัยในอนาคตว่า จากการประชุมระดมสมองในประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัดสงขลาทำให้เห็นภาพแนวทางงานวิจัยที่ชัดเจนขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสนับสนุนทุนวิจัยในช่วง 2 ปีจากนี้ไป (2557-2558)
          โดยในปีแรกน่าจะเริ่มด้วยงานทบทวน ตรวจสอบวิสัยทัศน์ แผนยุทธศาสตร์ที่มีอยู่ทั้งสองแผน ทั้งของภาครัฐ และเครือข่ายภาคประชาชน มาสู่การวางแผนพัฒนาและกำหนดตำแหน่งการพัฒนาของจังหวัดจากมุมมองที่รอบด้าน จากนั้นในปีที่สองจะเน้นการลงไปศึกษาในรายละเอียดของประเด็นหรือทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของสงขลาให้มากขึ้น
          ทั้งนี้ การประชุมระดมสมองดังกล่าวเป็นหนึ่งในกิจกรรมความรู้เพื่อสาธารณะในพื้นที่ภาคใต้ หรือ ABC Forum ที่ สกว. และ มอ. ดำเนินงานร่วมกัน เพื่อสร้างบรรยากาศทางวิชาการที่มีการใช้ข้อมูลความรู้จากกระบวนการวิจัยเพื่อเป็นฐานในการแลกเปลี่ยนของหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาชนและวิชาการ ในการตัดสินใจในการกำหนดทางเลือกในการแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ โดยจะมีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องทุกเดือนเป็นเวลา 1 ปี และมีการสื่อสารวงกว้างให้ผู้เกี่ยวข้องได้ตัดสินใจร่วมกันผ่านช่องทางสื่อในท้องถิ่นด้วย


---

ที่มา : เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 13 - 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 4 จาก 34

สังคมออนไลน์ฝ่ายชุมชนและสังคม

  • Facebook: pages/ฝ่ายชุมชนและสังคม-ฝ่าย-4/120902244653625

เว็บไซต์งานวิจัยเพื่อพัฒนาทั้งพื้นที่ http://abc.trf.or.th โดยฝ่ายชุมชนและสังคม (ฝ่าย 4)

ขอสงวนลิขสิทธิ์สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537